คำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ออกโดยไม่มีอำนาจ

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

คำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ออกโดยไม่มีอำนาจ ไม่มีผลบังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ

ละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ : คำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีรังวัดที่ดินไม่ถูกต้อง ทำให้ ส.ป.ก. ได้รับความเสียหายจากการถูกเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดิน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

  1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 420 และมาตรา 448 วรรคหนึ่ง)
  2. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (มาตรา 8 วรรคหนึ่ง มาตรา 10 วรรคสอง และมาตรา 12)

คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า : ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากกรมที่ดินและสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด กรณีอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในหนังสืรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ มีความเห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้ทำการรังวัดตรวจสอบที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้ ส.ป.ก. ผู้ซื้อที่ดินได้รับความเสียหาย และได้รายงานผลการสอบสวนให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบว่าผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิดและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ทราบจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมา คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามความเห็นของกระทรวงการคลังและรายงานค่าเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้เป็นเงินจำนวน 4,045,034 บาท ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงจะไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้เห็นชอบกับรายงานดังกล่าวเมื่อใด แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต่อกระทรวงการคลัง กรณีจึงถือว่าวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 เป็นวันอย่างช้าที่สุดที่ผู้ถูกฟ้องคดีรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งหน่วยงานจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันดังกล่าว ตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แต่เนื่องจากในเรื่องนี้กรมที่ดินและ ส.ป.ก. ได้มอบอำนาจให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเฉพาะการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ เท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ 16 มิถุนายน 2552 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ และไม่มีผลเป็นการบังคับให้ผู้ฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ และแม้ต่อมาเลขาธิการ ส.ป.ก. จะได้มีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติราชการแทนในการออกคำสั่งเรียกเงินหรือรับเงินค่าสินไหมทดแทน และผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งมีหนังสือลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 แจ้งคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ แต่เมื่อกรณีนี้ถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าที่สุดในวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 10 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ แล้ว

ประกอบกับในกรณีนี้ อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 เพิกถอนหรือแก้ไขแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. 3 ก. แปลงพิพาท และได้แจ้งคำสั่งให้ ส.ป.ก. ทราบ จึงต้องถือว่าวันที่ ส.ป.ก. ได้รับความเสียหาย คือวันที่ ส.ป.ก. ได้รับแจ้งคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งแม้ไม่ปรากฏว่า ส.ป.ก. ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวในวันใด แต่เมื่ออธิบดีกรมที่ดินได้ลงนามในคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขแผนที่และเนื้อที่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น คำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งไม่อาจนำอายุความทางอาญามาบังคับใช้กับการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ได้ เนื่องจากไม่ปรากฏว่าได้มีการแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญา กับผู้ฟ้องคดีหรือได้มีคำพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

โดยสรุป เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับมอบอำนาจจากกรมที่ดิน และ ส.ป.ก. ให้มีอำนาจเฉพาะการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ และไม่มีผลบังคับให้ผู้ฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ แม้ต่อมาเลขาธิการ ส.ป.ก. จะมีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติราชการแทนในการออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วก็ตาม แต่เมื่อกรณีนี้ถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้รู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้พึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต่อกระทรวงการคลัง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันดังกล่าว จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อพ้นอายุความตามมาตรา 10 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

คำสำคัญ: คำสั่งให้ชดใช้เงิน/ละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ/รังวัดที่ดิน/ส.ป.ก./ออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ/อายุความการใช้สิทธิเรียกร้อง/อายุความสองปี/อายุความสิบปี/อายุความทางอาญา

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 753/2566

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง

การเลิกจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจ กรณีผลการปฏิบัติงานไม่ผ่านเกณฑ์

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

การเลิกจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจ กรณีผลการปฏิบัติงานไม่ผ่านเกณฑ์

สัญญาทางปกครอง : สัญญาจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจ

คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า : นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการ มีกำหนดระยะการจ้าง 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2559 ต่อมา ในรอบการประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงานจ้างประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2557 และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2557 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นชอบตามที่ผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีได้ประเมินการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีที่ปรากฏผลการประเมินต้องปรับปรุง และเมื่อผู้ฟ้องคดีมีค่าเฉลี่ยของผลการประเมินติดต่อกัน 2 ครั้ง ต่ำกว่าระดับดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีคำสั่งลงวันที่ 14 ตุลาคม 2557 เลิกจ้างผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป ส่วนผู้ฟ้องคดีนั้น ได้มีหนังสือลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ร้องทุกข์ต่อประธานคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครศรีธรรมราช (ก.อบต. จังหวัดนครศรีธรรมราช) กรณีไม่มอบหมายงานและไม่จ่ายเงินเดือนแก่ผู้ฟ้องคดี โดยในระหว่างการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ยังไม่แล้วเสร็จ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 22 ตุลาคม 2557 ขอความเห็นชอบเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีต่อ ก.อบต. จังหวัดนครศรีธรรมราช

เมื่อกรณียังไม่ปรากฏว่า ก.อบต. จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบในการเลิกจ้างแล้วแต่อย่างใด ประกอบกับเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่สั่งให้ผู้บังคับบัญชามอบหมายงานแก่ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับการวินิจฉัย กรณีจึงต้องถือว่ายังไม่มีการเห็นชอบในการเลิกจ้าง อันเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามข้อ 43 ของประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับพนักงานจ้าง ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีจึงไม่ชอบด้วยสัญญาจ้างองค์การบริหารส่วนตำบล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) จึงเป็นผู้ประพฤติผิดสัญญาต่อผู้ฟ้องคดีเสียเอง

อย่างไรก็ตาม สัญญาจ้างดังกล่าวได้สิ้นสุดลงไปด้วยระยะเวลาตามสัญญาจ้างแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ส่วนการต่อสัญญานั้น เมื่อ ก.อบต. จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังมิได้มีมติว่าการเลิกจ้างไม่ชอบหรือชอบแล้ว ศาลจึงไม่อาจก้าวล่วงไปพิจารณาต่อสัญญาจ้างดังกล่าวออกไปได้

โดยสรุป แม้พนักงานจ้างตามภารกิจจะมีค่าเฉลี่ยของผลการประเมินติดต่อกัน 2 ครั้ง ต่ำกว่าระดับดีก็ตาม แต่การที่นายก อบต. มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานจ้างดังกล่าว ทั้งที่พนักงานจ้างนั้นได้มีหนังสือร้องทุกข์ต่อ ก.อบต. จังหวัด กรณีไม่ได้รับการมอบหมายงานและไม่มีการจ่ายเงินเดือน ซึ่งการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ยังไม่แล้วเสร็จ อีกทั้ง นายก อบต. ยังได้มีหนังสือขอความเห็นชอบการเลิกจ้าง ต่อ ก.อบต. จังหวัด เป็นการย้อนหลัง โดยยังไม่ปรากฏว่า ก.อบต. จังหวัด ได้ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบในการเลิกจ้างแล้วแต่อย่างใด จึงต้องถือว่ายังไม่มีการเห็นชอบในการเลิกจ้าง อันเป็นการไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อสัญญาและกฎหมาย ดังนั้น การที่นายก อบต. ได้มีคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยสัญญาจ้างและกฎหมาย

คำสำคัญ: สัญญาจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจ/องค์การบริหารส่วนตำบล/การเลิกจ้าง/การประเมินผลการปฏิบัติงานไม่ผ่านเกณฑ์/ประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพนักงานจ้าง

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 80/2566

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง


https://youtu.be/K0axG9wXhn0


การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่

ความรับผิดอย่างอื่น : ความรับผิดโดยปราศจากความผิด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  1. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 (มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3))
  2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 204 มาตรา 420 มาตรา 438 มาตรา 443 และมาตรา 1563)

คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า: ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ฟ. ผู้ตาย สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2555 จ่าสิบเอก น. จ่าสิบเอก ณ. เจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองร้อย ร. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองร้อย ร. สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธร ได้รับคำสั่งจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ให้ร่วมกันเข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ เพื่อจับกุมนาย อ. ผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของศาล โดยขณะปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย นาย ฟ. กับพวกรวม 5 คน กำลังร่วมกันเสพน้ำต้มใบกระท่อมที่ขนำในป่าละเมาะบริเวณใกล้เคียงพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งชุดของจ่าสิบเอก น. และจ่าสิบเอก ณ. ได้รับมอบหมายให้ปิดล้อมทางทิศตะวันตก เมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจึงหยุดและหมอบ เห็นชายจำนวน 4 คน วิ่งมาจากชายป่าด้านทิศตะวันออกห่างประมาณ 200 เมตร จ่าสิบเอก น. ได้ยิงปืนขึ้นฟ้า จำนวน 2 นัด และร้องบอกว่า เจ้าหน้าที่ทหาร ให้หยุดและวางอาวุธ แต่ทั้งสี่คนไม่ยอมหยุด โดยมีหนึ่งคนวิ่งมาทางจ่าสิบเอก น. และจ่าสิบเอก ณ. เจ้าหน้าที่ทั้งสองจึงได้ยิงตอบโต้ จากนั้น ได้เข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุพบศพนาย ฟ. นอนเสียชีวิต ข้างศพพบอาวุธปืนสงคราม ซองกระสุนปืน จำนวน 1 ซอง ภายในบรรจุกระสุนปืน จำนวน 21 นัด ลูกระเบิดสังหารแบบขว้าง เอ็ม 26 จำนวน 1 ลูก โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 1 เครื่อง และของกลางอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง จากนั้น จ่าสิบเอก ณ. ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กล่าวหานาย ฟ. ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า นาย ฟ. บุตรชาย อายุเพียง 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มิได้เป็นกลุ่มโจรใต้ที่เตรียมการก่อเหตุร้าย ไม่ได้เป็นแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่เจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของกองทัพบก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) สำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) กล่าวอ้าง นอกจากนั้น ในวันเกิดเหตุนาย ฟ. ไม่มีอาวุธปืนและไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และเกินความจำเป็น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง รวมทั้งให้ออกหนังสือขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะว่านาย ฟ. ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า: การที่นาย ฟ. ถูกยิงเสียชีวิตเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นพิสูจน์และจับกุมนาย อ. ตามหมายจับของศาลจังหวัด ซึ่งถูกออกหมายจับในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน และได้รับรายงานว่ามีการเคลื่อนไหวเข้ามาในบริเวณพื้นที่ อันเป็นการดำเนินการตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และผลการตรวจพิสูจน์ไม่พบสารพันธุกรรม (DNA) ของนาย ฟ. ที่ลูกกระสุนปืน ด้ามปืน และไกปืน จากของกลางที่อยู่ใกล้ศพนาย ฟ. และผลรายงานการตรวจพิสูจน์ของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดปรากฏว่า ลูกระเบิดของกลางอยู่ในสภาพเสื่อมใช้การไม่ได้ รวมถึงรายงานผลการตรวจพิสูจน์สารประกอบวัตถุระเบิดและสารเสพติดเบื้องต้นที่ไม่พบสารประกอบวัตถุระเบิดและสารเสพติดจากเสื้อผ้าของนาย ฟ. ซึ่งการไม่พบสารพันธุกรรม (DNA) ดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่า นาย ฟ. ไม่ได้ใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ แต่โดยที่ขณะปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นพิสูจน์และจับกุมนาย อ. ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้ยินเสียงปืนและเข้าใจว่ามีการยิงต่อสู้มายังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจึงยิงตอบโต้ไปยังทิศทางที่เสียงปืนดัง การใช้อาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยเป็นพิเศษต่อบุคคลหรือทรัพย์ อย่างไรก็ตาม แม้กระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ยิงออกไป ได้ไปถูกนาย ฟ. ทางด้านหลังจนถึงแก่ความตาย โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านาย ฟ. มีอาวุธปืนหรือยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการก็ตาม แต่ในสถานการณ์เช่นว่านี้ ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีการก่อเหตุความไม่สงบ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจึงชอบที่จะใช้สิทธิป้องกันตัวตามกฎหมายโดยการยิงต่อสู้ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับจากการที่นาย ฟ. บุตรชายถูกยิงเสียชีวิตนั้น เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ปิดล้อมตรวจค้นพิสูจน์และจับกุมนาย อ. อันเป็นเหตุให้นาย ฟ. บุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองถึงแก่ความตาย จึงยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

อย่างไรก็ดี แม้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดังกล่าวจะเป็นไปเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามหมายจับโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ก็ทำให้เกิดอันตรายแก่นาย ฟ. โดยที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับนาย อ. บุคคลตามหมายจับดังกล่าว และไม่ได้ต่อสู้หรือยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ดังนั้น แม้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจะไม่ถือเป็นการกระทำละเมิด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็ต้องรับผิดจากการใช้อาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการผู้ก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยหรืออันตรายซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ราษฎร กรณีจึงเป็นความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย รัฐจึงชอบที่จะเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาแก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ภายใต้หลักความรับผิดโดยปราศจากความผิดและทฤษฎีเสี่ยงภัย ซึ่งเป็นความรับผิดของรัฐที่กำหนดให้รัฐต้องรับผิดแม้การดำเนินการนั้นจะเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่เอกชนก็ตาม ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีความรับผิดต้องเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งศาลสามารถกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้เงินเพื่อเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบกับมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

สำหรับจำนวนค่าทดแทนความเสียหายนั้น เมื่อตามหลักกฎหมายปกครองและกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายไว้โดยเฉพาะ กรณีจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาบังคับใช้ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนโดยอนุโลม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นบิดามารดาของนาย ฟ. ผู้ตาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นทายาทโดยธรรมของนาย ฟ. เมื่อการตายของนาย ฟ. ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายตามมาตรา 1563 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างอื่น และค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ ทั้งนี้ ในส่วนของค่าปลงศพนั้น เมื่อภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ส่งใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้จ่ายไปเกี่ยวกับการจัดพิธีศพตามหลักศาสนา และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 105,500 บาท การที่ศาลปกครองกำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นในการปลงศพให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเงินจำนวน 105,500 บาท จึงเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว สำหรับค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายนั้น เมื่อขณะที่นาย ฟ. ถึงแก่ความตาย นาย ฟ. มีอายุ 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และขณะยื่นฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นข้าราชการบำนาญ สังกัดกระทรวงกลาโหม ได้รับบำนาญเดือนละ 17,671 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นแม่บ้านและรับจ้างเย็บเสื้อผ้า มีรายได้ไม่แน่นอน เฉลี่ยเดือนละประมาณ 800 บาท เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นแล้ว เพื่อความเป็นธรรมจึงสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงิน 1,500 บาท ต่อเดือน เป็นเวลา 20 ปี เป็นเงิน 360,000 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเงิน 1,500 บาท ต่อเดือน เป็นเวลา 20 ปี เป็นเงิน 360,000 บาท รวมเป็นเงินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต้องได้รับทั้งสิ้น 720,000 บาท ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้เยียวยาค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 825,500 บาท สำหรับในส่วนของดอกเบี้ยนั้น โดยที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติไว้ว่าหน่วยงานทางปกครองที่ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าทดแทนความเสียหายกรณีความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายนั้น ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวเมื่อใด กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา 204 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าทดแทนความเสียหายเมื่อใด และผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชุดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะชำระเสร็จ และโดยที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 โดยผลบังคับของพระราชกำหนดดังกล่าว ดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับ ยังคงคิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับเป็นต้นไป ต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีของต้นเงินค่าเสียหาย ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2556 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายจำนวน 825,500 บาท และดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีของต้นเงินค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว

โดยสรุป ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในการจับกุมผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดน จนเป็นเหตุให้มีราษฎรที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เสียชีวิต แม้พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่จะยังไม่พอฟังแน่ชัดว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี โดยฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ใช้สิทธิตามกฎหมายโดยการยิงต่อสู้ แต่หน่วยงานของรัฐก็ชอบที่จะรับผิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ผู้ก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยหรืออันตรายที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราษฎร ซึ่งถือเป็นความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย โดยเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาแก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ ภายใต้หลักความรับผิดโดยปราศจากความผิดและทฤษฎีเสี่ยงภัยซึ่งศาลปกครองสามารถกำหนดคำบังคับให้หน่วยงานของรัฐใช้เงินเพื่อเยียวยาความเสียหายได้ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบกับมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

คำสำคัญ: ความรับผิดโดยปราศจากความผิด/ความรับผิดอย่างอื่น/ทฤษฎีเสี่ยงภัย/การกำหนดค่าสินไหมทดแทน/ความเสียหายต่อชีวิต/ค่าปลงศพ/ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น/ค่าขาดไร้อุปการะ/ดอกเบี้ยผิดนัด

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 969/2566

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง


https://www.youtube.com/watch?v=O-3oa4I57ro


การขอให้จัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินที่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่าน

การขอให้จัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินที่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่าน

ความรับผิดอย่างอื่น : ขอให้จัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินที่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่าน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 (มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 30 ทวิ วรรคสาม)

คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองโดน อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี โดยที่ดินดังกล่าวบางส่วนอยู่ในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ อยุธยา 4-สีคิ้ว 2 จำนวน 3 ไร่ 23.2 ตารางวา คณะกรรมการพิจารณาราคาที่ดินและทรัพย์สินจังหวัดสระบุรีมีมติให้นำราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2558 มาเป็นฐานราคาที่ดิน และปรับเพิ่มอีกร้อยละ 20 เพื่อให้เป็นราคาประเมินทุนทรัพย์ที่จะมีการปรับปรุงใหม่ในปี พ.ศ. 2559 แล้วนำมาปรับเพิ่มอีกในอัตรา 3 เท่า ทุกหน่วยราคา เป็นเกณฑ์กำหนดถือจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอยู่ในโซน 03 บล็อก เอ หน่วยที่ ที่ดินไม่ติดถนน ซอย ทาง มีราคาค่าทดแทน ไร่ละ 150,000 บาท กำหนดจ่ายร้อยละ 90 จึงกำหนดค่าทดแทนเป็นเงิน 412,830 บาท ต่อมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้มีหนังสือลงวันที่ 3 มีนาคม 2559 แจ้งจำนวนเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ขอค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วมีมติยืนราคาเดิมและได้แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพิ่มให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเงิน 4,321,170 บาท

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ค่าทดแทนฯ ที่แต่งตั้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รับฟังได้ว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้านทิศเหนือติดทางสาธารณประโยชน์ และด้านทิศใต้ติดเหมืองสาธารณประโยชน์ กรณีจึงต้องถือว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินติดถนน ซอย ทาง อย่างไรก็ดี แม้ว่าที่ดินแปลงพิพาทจะเป็นที่ดินติดถนน ซอย ทาง ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณารูปแปลงที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองประกอบหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติตามรายงานการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 56/2558 (ครั้งที่ 366) เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ที่กำหนดไว้ว่า หน่วยที่ 7 ที่ดินติดถนน ซอย ทาง ระยะ 40 เมตร และหน่วยที่ 8 ที่ดินนอกเหนือจากหน่วยที่ 1-7 แล้วเห็นว่า ในการกำหนดหลักเกณฑ์ในหน่วยที่ ที่กำหนดว่า ที่ดินนอกเหนือจากหน่วยที่ 1-7 นั้น ย่อมมีความหมายรวมถึงที่ดินที่ติดถนน ซอย ทาง แต่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่านพ้นระยะ 40 เมตร จากถนน ซอย ทาง ด้วย มิได้มีความหมายแต่เพียงว่าเป็นที่ดินที่ไม่ติดถนน ซอย ทาง แต่เพียงอย่างเดียว เมื่อปรากฏว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีเนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่ สภาพการทำประโยชน์เป็นที่นา ที่ดินบริเวณที่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่านอยู่ลึกเข้าไปพ้นระยะ 40 เมตร จากถนนด้านทิศเหนือของแปลงที่ดิน แม้จะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กำหนดไว้ในหน่วยที่ 7 ว่าจะต้องเป็นที่ดินติดถนน ซอย ทาง และถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่านในระยะ 40 เมตร จากถนน ซอย ทาง ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้านทิศเหนือติดทางสาธารณประโยชน์ และด้านทิศใต้ติดเหมืองสาธารณประโยชน์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาระวางแผนที่ ยูทีเอ็ม ซึ่งเป็นเอกสารที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จัดทำขึ้น จะเห็นได้ว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองบริเวณที่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่านเริ่มจากด้านทิศใต้ของแปลงที่ดินที่ติดกับเหมืองสาธารณประโยชน์ในระยะ 40 เมตร จากเหมืองสาธารณประโยชน์ และเยื้องไปทางด้านทิศเหนือของแปลงที่ดิน เมื่อพิจารณาถึงรูปแผนที่ที่ดินและสภาพทำเลที่ตั้งของที่ดินแล้วเห็นว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีทำเลและที่ตั้งดีกว่าที่ดินที่ไม่มีทางออกหรือไม่ติดถนน ซอย ทาง ซึ่งอยู่ในหน่วยที่ 4 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กำหนดราคาค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินไร่ละ 150,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหน่วยที่ 8 เช่นเดียวกับที่ดินที่ไม่มีทางออกหรือไม่ติดถนน ซอย ทาง จึงยังไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เห็นควรกำหนดค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเพิ่มขึ้นในราคาที่ลดหลั่นจากราคาประเมินในหน่วยที่ 7 โดยกำหนดค่าทดแทนให้ในราคาไร่ละ 170,000 บาท เมื่อที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีเนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา อยู่ในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าเนื้อที่ 3 ไร่ 23.2 ตารางวา กำหนดราคาค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้ในราคาไร่ละ 170,000 บาท กำหนดจ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนด คิดเป็นไร่ละ 153,000 บาท ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินเป็นเงินจำนวน 467,874 บาท แต่เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้นำเงินค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินไปฝากให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองในนามของเจ้ามรดกไว้แล้วที่ธนาคารกรุงไทย สาขาบางกรวย เป็นเงิน 412,830 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพิ่มให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเงินจำนวน 55,044 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวนับแต่วันที่ต้องมีการฝากเงินค่าทดแทนตามมาตรา 30 ทวิ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่มีคำขอในส่วนของดอกเบี้ย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาเกินคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้

สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งแปลง เป็นเงิน 9,500,000 บาท นั้น ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าและเดินสายส่งไฟฟ้าผ่านที่ดินของบุคคลเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 28 และมาตรา 29 โดยกฎหมายกำหนดให้ต้องจ่ายค่าทดแทนตามความเป็นธรรมเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในเขตเดินสายไฟฟ้าตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองยังคงเป็นของเจ้าของที่ดิน เพียงแต่เป็นการจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินบางประการ ส่วนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองบริเวณที่อยู่นอกเขตเดินสายไฟฟ้าไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ทั้งการจ่ายเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่ได้เป็นกรณีของการเวนคืนที่ดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งมีบทบัญญัติกำหนดให้เจ้าของที่ดินอาจร้องขอให้เวนคืนที่ดินหรือซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้ ดังนั้น เมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดให้อำนาจแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไว้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องซื้อหรือเวนคืนที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองแต่อย่างใด

โดยสรุป กรณีที่มีการประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าและเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินของบุคคล กฎหมายกำหนดให้รัฐต้องจ่ายค่าทดแทนตามความเป็นธรรมเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในเขตเดินสายไฟฟ้าเท่านั้น กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองยังคงเป็นของเจ้าของที่ดิน เพียงแต่เป็นการจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินบางประการ ส่วนที่ดินบริเวณที่อยู่นอกเขตเดินสายไฟฟ้าไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ทั้งการจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวไม่ได้เป็นกรณีของการเวนคืนที่ดินซึ่งมีบทบัญญัติกำหนดให้เจ้าของที่ดินอาจร้องขอให้เวนคืนที่ดินหรือซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้ หน่วยงานของรัฐจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องซื้อหรือเวนคืนที่ดินพิพาททั้งแปลงแต่อย่างใด

คําสําคัญ : ความรับผิดอย่างอื่น/การรอนสิทธิ/การกำหนดเขตโครงข่ายไฟฟ้า/ค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดิน/สภาพทำเลที่ตั้งของที่ดิน/จำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดิน

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 235/2566

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง


https://www.youtube.com/watch?v=7DqE2mp3FS8


ระยะเวลาการฟ้องคดีความเสียหายจากการรังวัดและย้ายหลักเขตรุกล้ำที่ดิน

ระยะเวลาการฟ้องคดีความเสียหายจากการรังวัดและย้ายหลักเขตรุกล้ำที่ดิน

ละเมิดต่อบุคคลภายนอก : ละเมิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ได้รับความเสียหายจากการรังวัดและย้ายหลักเขตรุกล้ำที่ดิน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 1336)
  2. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 (มาตรา 51)

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดที่ดินข้างเคียงที่ดินของผู้ฟ้องคดี และมีการย้ายหลักเขตที่ดินเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินย้ายหลักเขตไว้ตำแหน่งเดิมและยกเลิกการรังวัดที่ดินดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมมีสิทธิใช้สอย จำหน่ายและได้ซึ่งดอกผลแห่งที่ดินดังกล่าว กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งที่ดินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ รวมทั้งมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แม้การรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงข้างเคียงยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ และเจ้าพนักงานที่ดินยังมิได้ใช้อำนาจสั่งแก้ไขรูปแผนที่หรือเนื้อที่ในโฉนดที่ดิน แต่หากมีการย้ายหลักเขตที่ดินเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีผลเป็นการสอดเข้าเกี่ยวข้องและรบกวนการครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยปกติสุข อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และตราบใดที่ยังไม่มีการย้ายหลักเขตที่ได้มีการปักโดยมิชอบออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดีอันจะเป็นเหตุให้การกระทำละเมิดนั้นยุติลง ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดที่ต่อเนื่องตลอดมา การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองชั้นต้น จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีภายในระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

โดยสรุป เจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมมีสิทธิใช้สอย จำหน่ายและได้ซึ่งดอกผลแห่งที่ดินดังกล่าว กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งที่ดินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ รวมทั้งมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินแปลงข้างเคียงและมีการย้ายหลักเขตเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมมีผลเป็นการสอดเข้าเกี่ยวข้องและรบกวนการครอบครองที่ดินโดยปกติสุข อันเป็นการกระทำละเมิด ตราบใดที่ยังไม่มีการย้ายหลักเขตที่ได้มีการปักโดยมิชอบออกจากที่ดินอันจะเป็นเหตุให้การกระทำละเมิดนั้นยุติลง ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดที่ต่อเนื่องตลอดมา เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ย้ายหลักเขตไว้ตำแหน่งเดิมและยกเลิกการรังวัดที่ดินข้างเคียง กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีภายในระยะเวลาการฟ้องคดี

คําสําคัญ : ละเมิดจากการใช้อำนาจ,ย้ายหลักเขตที่ดิน,ละเมิดต่อเนื่อง,ระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง

คําสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 1125/2566

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง


https://www.youtube.com/watch?v=akZbM-ZbsUI


การผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาทางปกครองเมื่อค่าปรับจะเกินร้อยละสิบ | เรื่องเด่น คดีปกครอง

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง 0636364547

การผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาทางปกครองเมื่อค่าปรับจะเกินร้อยละสิบ 

สัญญาทางปกครอง : การใช้ดุลพินิจผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาทางปกครองกรณีค่าปรับจะเกินร้อยละ 10

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 131 (ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 183)

เมื่อคดีนี้เป็นข้อพิพาทตามสัญญาจ้างเหมาปรับปรุงทางเดินเท้าและปรับปรุงภูมิทัศน์ระหว่างเทศบาลนคร (ผู้ถูกฟ้องคดี) กับผู้ฟ้องคดี อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งมีข้อกําหนดในสัญญาเรื่องเบี้ยปรับด้วย การพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับเบี้ยปรับ ศาลจึงชอบที่จะ นําเอาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในส่วนที่ว่าด้วยเบี้ยปรับมาใช้บังคับได้ โดยอนุโลม สําหรับข้อ 131 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหาร ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 นั้น เป็นเพียงการกําหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการที่หน่วยงานของรัฐใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามอําเภอใจ โดยการนําเงินค่าปรับจํานวนร้อยละสิบของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้างมาเป็นหลักเกณฑ์หนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาบอกเลิกสัญญาเท่านั้น แต่มิได้หมายความว่าค่าปรับตามสัญญาจะต้องจํากัดไว้ไม่เกินจํานวนร้อยละสิบ ของวงเงินค่าจ้างหรือค่าพัสดุ และหน่วยงานของรัฐจะต้องพิจารณาบอกเลิกสัญญาเมื่อจํานวนเงินค่าปรับเกินกว่าร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้างหรือค่าพัสดุแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่ผู้รับจ้างมีหนังสือยินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ แม้เงินค่าปรับจะเกินกว่าร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้างหรือค่าพัสดุก็มิได้หมายความว่าหน่วยงานของรัฐจะผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาโดยมิได้พิจารณาถึงผลงานของผู้รับจ้างว่าจะสามารถทํางานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่สมควรหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงต้องใช้ดุลพินิจผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาได้เท่าที่จําเป็น การพิจารณาค่าปรับที่เหมาะสมจึงต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคู่สัญญาในการเคารพและปฏิบัติตามข้อสัญญา พฤติการณ์แวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งประโยชน์ของทางราชการและประโยชน์สาธารณะ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เหตุที่ผู้ฟ้องคดีทํางานล่าช้ากว่ากําหนดเวลาในสัญญา เกิดจากความไม่เอาใจใส่และไม่ตั้งใจทํางานของผู้ฟ้องคดีเอง ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือแจ้งว่ายินยอมชําระค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น และประสงค์ที่จะดําเนินงานตามสัญญาต่อไปนั้น การจัดหาผู้รับจ้างใหม่ตามระเบียบของทางราชการย่อมส่งผลกระทบต่อการจัดทําบริการสาธารณะให้ต้องเนิ่นช้าออกไป ประกอบกับไม่ได้มีอุปสรรคที่ร้ายแรงถึงขนาดที่จะไม่สามารถทํางานให้แล้วเสร็จได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาและให้ผู้ฟ้องคดีทํางานต่อไปแม้จะมีค่าปรับเกินกว่าร้อยละสิบของค่าจ้างตามสัญญา จึงชอบด้วยข้อ 131 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 อย่างไรก็ตาม การพิจารณาผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวต้องกระทําเพียงเท่าที่จําเป็นเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังสิ้นสุดสัญญา แม้ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือแจ้งความประสงค์ที่จะทํางานต่อจนแล้วเสร็จ และยินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น แต่พฤติการณ์การทํางานของผู้ฟ้องคดีที่ยังคงทํางานล่าช้า ขาดแคลนแรงงาน ไม่สามารถกําหนดวันทํางานแล้วเสร็จที่แน่นอน ไม่สามารถทํางานให้แล้วเสร็จตามที่ให้คํามั่นไว้ และไม่จัดส่งแผนงานก่อสร้างแม้ผู้ถูกฟ้องคดีจะได้มีหนังสือทวงถามเร่งรัดหลายครั้ง ย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทํางานให้แล้วเสร็จและผู้ถูกฟ้องคดีควรพิจารณาบอกเลิกสัญญากับผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีพิจารณาผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาออกไปถึง 515 วัน นับแต่วันที่ครบกําหนดอายุสัญญาย่อมเป็นผลเสียทั้งต่อผู้ฟ้องคดีที่ต้องเสียค่าปรับเพิ่มขึ้นและยังเป็นผลเสียต่อผู้ถูกฟ้องคดีในการจัดทําบริการสาธารณะที่ต้องล่าช้าออกไปเกินสมควร จึงไม่ถือเป็นการใช้ดุลพินิจเท่าที่จําเป็นในการผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาตามข้อ 131 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นฯ ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของผู้ถูกฟ้องคดีทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่แต่เพียงทางได้เสียในเชิงทรัพย์สินแล้ว เห็นว่า ค่าปรับตามสัญญาเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วนเห็นควรลดค่าปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดี ลงเหลือร้อยละ 50 ของจํานวนค่าปรับตามสัญญา

โดยสรุป การใช้ดุลพินิจผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญากรณีค่าปรับจะเกินร้อยละสิบ ข้อ 131 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 (ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 183) เป็นการกําหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการที่หน่วยงานของรัฐจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเพื่อไม่ให้เกิดกรณีการบอกเลิกสัญญาตามอําเภอใจ โดยการนําเงินค่าปรับจํานวนร้อยละสิบของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้างมาเป็นหลักเกณฑ์หนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาบอกเลิกสัญญาเท่านั้น แต่มิได้หมายความว่าค่าปรับตามสัญญาจะต้องจํากัดไว้ไม่เกินจํานวนร้อยละสิบ และหน่วยงานของรัฐจะต้องบอกเลิกสัญญาเมื่อจํานวนเงินค่าปรับเกินกว่าร้อยละสิบ ทุกกรณีไปแต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่ผู้รับจ้างมีหนังสือยินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ แม้เงินค่าปรับจะเกินกว่าร้อยละสิบ นั้น ก็มิได้หมายความว่าหน่วยงานของรัฐจะผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องพิจารณาถึงผลงานของผู้รับจ้างว่าจะสามารถทํางานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่สมควรหรือไม่ เนื่องจากการใช้ดุลพินิจผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาดังกล่าวต้องกระทําเท่าที่จําเป็น โดยพิจารณาถึงข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคู่สัญญาในการเคารพและปฏิบัติตามข้อสัญญาพฤติการณ์แวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งประโยชน์ของทางราชการและประโยชน์สาธารณะเป็นกรณีไปเป็นสําคัญ 

คําสําคัญ : สัญญาทางปกครอง,สัญญาจ้างเหมาปรับปรุงทางเดินเท้าและปรับปรุงภูมิทัศน์,สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค,ค่าปรับ,ค่าปรับเกินร้อยละสิบ,ค่าปรับสูงเกินส่วน,การพิจารณาผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาทางปกครอง,ดุลพินิจ,การใช้ดุลพินิจตามอําเภอใจ

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.324/2566

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง


https://www.youtube.com/watch?v=kHC-OUH3qv0


การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่เปิดโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม | เรื่องเด่น คดีปกครอง

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่เปิดโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม 

การพัสดุ : การยกเลิกการจัดซื้อหรือจัดจ้าง

หลักการสําคัญในการซื้อหรือการจ้างหรือการทําสัญญาของรัฐซึ่งรวมถึงหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้น มีหลักการสําคัญในส่วนของวัตถุประสงค์ว่า ต้องดําเนินการโดยคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของหน่วยงานของรัฐหรือประโยชน์สาธารณะ และมีหลักการสําคัญในส่วนของการคุ้มครองและเป็นหลักประกันสิทธิของผู้เกี่ยวข้องว่า ต้องกระทําโดยเปิดเผย ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ดังนั้น โดยหลักรัฐจึงต้องมีข้อกําหนดในลักษณะ ที่ไม่เป็นการขัดหรือแย้งต่อหลักการดังกล่าว โดยหากเป็นกรณีที่เป็นการคัดเลือกเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐเป็นการทั่วไป การกําหนดคุณสมบัติดังกล่าวจะต้องไม่ถึงขนาดที่ทําให้เห็นได้ว่า ในทางข้อเท็จจริงแล้ว จะมีผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนถูกต้องที่สามารถเข้าร่วมการคัดเลือกเพื่อเป็นคู่สัญญากับรัฐได้เพียงรายเดียว เพราะกรณีเช่นนี้ย่อมเท่ากับว่าข้อกําหนดดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อหลักการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมนั่นเอง แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อยกเว้นในกรณีมีเหตุผลความจําเป็นเฉพาะให้หน่วยงานของรัฐสามารถกําหนดคุณสมบัติของผู้เสนอราคาให้มีลักษณะเฉพาะได้โดยในส่วนของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอําเภอเป็นผู้ใช้อํานาจกํากับดูแลให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติงานไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ดังเช่นที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า โครงการจ้างเหมาซ่อมผิวทางจํานวน 9 ช่วง ตามประกาศประกวดราคาจ้างเหมาซ่อมสร้างผิวทาง Para Cape Seal (โดยวิธี Pavement In-Place Recycling) ซ่อมสร้างผิวทาง Para Asphaltic Concrete และสร้าง ผิวทาง Para Cape Seal ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จํานวน 9 โครงการ ขององค์การบริหารส่วนตําบล (ผู้ฟ้องคดี) เป็นโครงการที่ต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญของผู้รับจ้างก่อสร้างเป็นพิเศษโดยต้องรู้วิธีการก่อสร้างและการใช้อุปกรณ์เครื่องจักรที่มีมาตรฐานการก่อสร้าง เพื่อให้งานก่อสร้างถนน ที่ต้องการมาตรฐานการทํางานสูงสําเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ได้มาตรฐานงานสร้างเป็นอย่างเดียวกัน และได้ผู้รับจ้างที่มีศักยภาพเหมาะสมกับงานจ้างก็ตาม แต่การพิจารณาดําเนินการก่อสร้างโครงการซ่อมสร้างผิวทางถนนนี้ นอกจากจะคํานึงถึงลักษณะและประเภทของงานก่อสร้างรวมถึงคุณสมบัติ ของผู้รับจ้างแล้ว ยังต้องคํานึงถึงสถานที่ตั้งของโครงการประกอบด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถานที่ ดําเนินการในคดีนี้แล้ว ล้วนมีที่ตั้งโครงการตั้งอยู่คนละจุดคนละหมู่บ้านไม่เชื่อมต่อ มีสถานที่ตั้ง ห่างไกลกัน โดยสภาพของโครงการทุกโครงการจึงไม่อาจรวมว่าจ้างเป็นโครงการเดียวกันได้ ทั้งหากทําการจัดซื้อจัดจ้างแยกเป็นรายโครงการ ผู้ฟ้องคดีก็ยังคงสามารถกําหนดคุณสมบัติของผู้รับจ้าง เพื่อให้ได้ผู้รับจ้างที่มีความสามารถดําเนินงานตามโครงการและมีเครื่องจักรพร้อมในการทํางานได้ อยู่เช่นเดิม ประกอบกับเมื่อพิจารณาพยานหลักฐานในสํานวนคดีปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทําตาราง เปรียบเทียบการแยกโครงการการจัดซื้อจัดจ้างและการเลือกผู้รับจ้างรายใหญ่กับรายย่อย โดยระบุเหตุผลในลักษณะที่เห็นได้ว่าผู้ฟ้องคดีประสงค์จะทําการรวมโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้ได้ผู้เสนอราคาที่เป็นผู้รับจ้างรายใหญ่ แต่หากแบ่งโครงการออกเป็นโครงการย่อยจะทําให้ได้ผู้รับจ้างรายย่อย ซึ่งไม่มีเครื่องจักร บุคลากรที่เชี่ยวชาญไม่มีประสบการณ์หรือไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะดําเนินงานได้ จึงย่อมแสดงให้เห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีรวมการจัดจ้างซ่อมสร้างผิวทางถนนทั้ง 9 ช่วง เป็นโครงการเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีคาดหมายเพื่อให้ได้ผู้รับจ้างรายใหญ่มาดําเนินการตามโครงการของผู้ฟ้องคดี และเป็นการคาดการณ์ตามความเข้าใจของผู้ฟ้องคดีเองว่าผู้รับจ้างรายย่อยจะไม่สามารถดําเนินงานก่อสร้างได้ตามความประสงค์ของผู้ฟ้องคดี อันมีลักษณะเป็นการไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกัน อย่างเป็นธรรม อีกทั้งหากทําการแยกโครงการจัดซื้อจัดจ้างออกเป็น 2 กลุ่ม ตามประเภทงาน ผู้ฟ้องคดี ย่อมได้ผู้ที่จะเข้าเสนอราคาเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางสําหรับกลุ่มประเภทงานนั้น ๆ ที่จะสามารถดําเนินงานให้สําเร็จลุล่วงไปได้เช่นเดียวกัน ในทางกลับกัน การรวมการซ่อมสร้างถนน ทั้ง 9 ช่วง เป็นโครงการเดียวกัน หากผู้ชนะการประกวดราคาเป็นผู้มีความสามารถเฉพาะงาน ประเภทใดประเภทหนึ่ง อาจก่อให้เกิดปัญหาไม่สามารถก่อสร้างงานอีกประเภทหนึ่งให้สําเร็จลุล่วง ตามความประสงค์ของผู้ฟ้องคดีเองได้ นอกจากนี้ ในแง่ของการประหยัดงบประมาณของทางราชการ ซึ่งผู้ฟ้องคดีอ้างว่า หากแบ่งย่อยเป็นรายโครงการโดยกําหนดราคากลางเป็นรายโครงการ จะทําให้แต่ละโครงการต้องใช้งบประมาณที่สูงกว่ารวมโครงการ เนื่องจากค่า Factor F จะสูงขึ้นนั้น ยังไม่อาจรับฟังวิธีการคํานวณค่าก่อสร้างกรณีรวมจัดจ้างโครงการเดียวตามคําฟ้องของผู้ฟ้องคดีว่าเป็นการคํานวณที่ถูกต้องได้ ในชั้นประกาศประกวดราคานี้ผู้ฟ้องคดีจึงยังไม่สามารถสรุปหรือคาดหมายได้ว่า การจัดการประกวดราคางานซ่อมสร้างผิวทางของผู้ฟ้องคดีโดยรวมการก่อสร้าง 9 ช่วง เป็นโครงการ เดียวกัน จะเป็นวิธีการที่ทําให้ผู้ฟ้องคดีประหยัดงบประมาณได้มากกว่า โดยหากมีการบริหารจัดจ้างที่ดี และมีการแข่งขันราคากันอย่างเป็นธรรมในแต่ละโครงการ อาจทําให้วงเงินที่จะจัดจ้างในแต่ละโครงการต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ได้

สําหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีกําาหนดให้ผู้เสนอราคาต้องมีผลงานก่อสร้างและมีประสบการณ์ ในการทํางานภาครัฐในสัญญาเดียวที่มีมูลค่า 9,900,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นการกําหนดเพื่อแสดง ให้เห็นถึงขีดความสามารถของผู้เข้าเสนอราคานั้น เมื่อพิจารณาวงเงินค่าก่อสร้างในแต่ละช่วงงานแล้ว เห็นได้ว่า มีมูลค่างานไม่ถึง 9,900,000 บาท และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าการจัดจ้างซ่อมสร้างผิวทาง ถนนตามโครงการของผู้ฟ้องคดีต้องแยกดําเนินการเป็นรายโครงการ หากผู้ฟ้องคดีประสงค์จะกําหนด มูลค่างานก่อสร้าง จึงควรกําหนดให้สอดคล้องต่อค่างานก่อสร้างในแต่ละช่วงงาน โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2536 ซึ่งแจ้งตามหนังสือสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนมาก ที่ นร 0202/ว 1 ลงวันที่ 3 มกราคม 2537 และหนังสือสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ นร (กวพ) 1305/ว 7914 ลงวันที่ 22 กันยายน 2543 ให้กําหนดผลงานก่อสร้างได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของวงเงิน งบประมาณ หรือวงเงินประมาณการ หรือราคากลาง การกําหนดคุณสมบัติผู้เสนอราคาให้ต้องเป็น ผู้เสนอราคาที่มีประสบการณ์ในการทํางานภาครัฐในสัญญาเดียวที่มีมูลค่า 9,900,000 บาท ของผู้ฟ้องคดี จึงมีลักษณะเป็นการไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ดังนั้น การที่นายอําเภอ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) มีคําสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดียกเลิกและระงับการดําเนินการตามประกาศประกวดราคาจ้างที่พิพาท จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ได้รับรายงานจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้วพิจารณาเห็นชอบด้วยกับความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

โดยสรุป ในการพิจารณาจัดจ้างซ่อมผิวทางถนนจํานวน 9 ช่วง ขององค์การบริหารส่วนตําบล นอกจากจะต้องคํานึงถึงลักษณะและประเภทของงานก่อสร้างรวมถึงคุณสมบัติของผู้รับจ้างแล้ว ยังต้องคํานึงถึงสถานที่ตั้งของโครงการประกอบด้วย เมื่อสถานที่ ดําเนินการแต่ละแห่งล้วนมีที่ตั้งอยู่คนละจุดห่างไกลกัน คนละหมู่บ้าน และไม่เชื่อมต่อ โดยสภาพ ของโครงการจึงไม่อาจรวมว่าจ้างเป็นโครงการเดียวกันได้ การที่องค์การบริหารส่วนตําบลรวมการจัดจ้างเป็นโครงการเดียวกัน โดยคาดหมายเพื่อให้ได้ผู้รับจ้างรายใหญ่มาดําเนินการตามโครงการ ดังกล่าว อันเป็นการหลีกเลี่ยงผู้รับจ้างรายย่อยจากการคาดการณ์เองว่าจะไม่สามารถดําเนินงานก่อสร้างได้ตามความประสงค์ การดําเนินการดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม การที่นายอําเภอในฐานะผู้ใช้อํานาจกํากับดูแลออกคําสั่งให้องค์การบริหารส่วนตําบลยกเลิกและระงับการดําเนินการตามประกาศประกวดราคาจ้างเหมาซ่อมสร้างผิวทางที่พิพาท และผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบด้วยกับความเห็นดังกล่าว จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย

คําสําคัญ : การประกวดราคาด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์,การกําหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ เสนอราคา,การเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม,โครงการจ้างเหมาซ่อมผิวทาง,การใช้อํานาจกํากับดูแลองค์การบริหารส่วนตําบล,การรวมว่าจ้างเป็นโครงการเดียว

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.149/2565

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง


https://www.youtube.com/watch?v=XE6OwYSKDRM


ตัดสิทธิไม่ให้เสนอราคา โดยไม่เป็นไปตามเอกสารประกวดราคา | เรื่องเด่น คดีปกครอง

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

ตัดสิทธิไม่ให้เสนอราคา โดยไม่เป็นไปตามเอกสารประกวดราคา 

การพัสดุ : การตัดสิทธิไม่ให้เป็นผู้มีสิทธิเสนอราคาจากการประกวดราคา

กรณีคณะกรรมการประกวดราคา (ผู้ถูกฟ้องคดี) ใช้ดุลพินิจตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไม่ให้เป็นผู้มีสิทธิเสนอราคาตามประกาศประกวดราคาจ้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ โครงการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Waming) สําหรับพื้นที่เสี่ยง อุทกภัยดินถล่ม ในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่ราบเชิงเขา เนื่องจากเห็นว่าข้อเสนอด้านเทคนิคของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไม่เป็นไปตามเอกสารประกวดราคา โดยหนังสือรับรองเอกสารแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่าย ในประเทศไทยจากผู้ผลิตในต่างประเทศไม่ปรากฏเป็นปีปัจจุบัน และขาดเอกสารแต่งตั้งเป็นตัวแทนจําหน่ายในประเทศไทย คุณสมบัติของเสาอากาศไม่เป็นไปตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกําหนดไว้

เมื่อปรากฏว่าเอกสารแนบท้ายเอกสารประกวดราคาจ้างฯ ข้อ 1.12 ภาคผนวก ก ข้อ 5.3 กําหนดว่า สถานีเตือนภัยล่วงหน้า อุปกรณ์ตรวจวัดระยะไกล (Remote Terminal Unit) เครื่องมือตรวจวัดระยะไกลดังกล่าวต้องมีตัวแทนจําหน่ายในประเทศไทย (กรณีที่นําเข้าจากต่างประเทศ) พร้อมเอกสารแต่งตั้งเป็นตัวแทนจําหน่ายในประเทศไทยจากผู้ผลิตในต่างประเทศ สําหรับเครื่องมือที่ผลิตในประเทศต้องได้รับมาตรฐานรับรองจากผู้ผลิตพร้อมเอกสารรับรองคุณภาพตามเอกสาร เทียบเท่าจากโรงงานผู้ผลิตเป็นปีปัจจุบัน จึงเห็นได้ว่า ข้อกําหนดดังกล่าวได้กําหนดไว้โดยชัดแจ้งว่าในกรณีนําเข้าอุปกรณ์ตรวจวัดระยะไกลจากต่างประเทศ อุปกรณ์ดังกล่าวต้องมีตัวแทนจําหน่ายในประเทศไทย ซึ่งผู้ประสงค์จะเสนอราคาต้องยื่นเอกสารแต่งตั้งเป็นตัวแทนจําหน่ายในประเทศไทย จากผู้ผลิตในต่างประเทศมาด้วย แต่ในกรณีที่อุปกรณ์ตรวจวัดระยะไกลนั้นผลิตในประเทศไทย อุปกรณ์ดังกล่าวต้องได้รับมาตรฐานรับรองจากผู้ผลิตซึ่งผู้ประสงค์จะเสนอราคาต้องยื่นเอกสารรับรองคุณภาพตามเอกสารเทียบเท่าจากโรงงานผู้ผลิตเป็นปีปัจจุบัน คําว่าปัจจุบัน จึงเป็นเงื่อนไข ในข้อกําหนดเกี่ยวกับเอกสารรับรองคุณภาพสําาหรับกรณีที่ผู้ประสงค์จะเสนอราคา เสนออุปกรณ์ตรวจวัดระยะไกลที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ไม่ได้หมายความรวมถึงผู้ประสงค์จะเสนอราคาที่ได้เสนออุปกรณ์ตรวจวัดระยะไกลที่นําเข้าจากต่างประเทศแต่อย่างใด ประกอบกับจากรายงาน การตรวจสอบสืบสวนของสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินพบว่า การที่คณะกรรมการประกวดราคา กล่าวอ้างว่า คณะกรรมการกําหนดร่างขอบเขตของงาน (TOR) และร่างเอกสารประกวดราคาของผู้ถูกฟ้องคดีมีเจตนาที่จะให้ผู้ประสงค์จะเสนอราคาต้องได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจําหน่ายอุปกรณ์ ตรวจวัดระยะไกลจากบริษัทที่เป็นตัวแทนจําหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในประเทศไทยอีกต่อหนึ่ง เพื่อประโยชน์ในการซ่อมบํารุงอุปกรณ์ดังกล่าว เห็นได้ว่า ข้อกําหนดตามเอกสารแนบท้ายเอกสาร ประกวดราคาจ้างฯ ข้อ 5.3 มีความชัดเจนตามตัวอักษร ไม่ได้มีลักษณะเคลือบคลุมหรือตีความ ได้หลายนัย จึงไม่มีความจําเป็นต้องมีการตีความ อีกทั้ง ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้นําร่างเกี่ยวกับข้อกําหนด ดังกล่าวเผยแพร่ในเว็บไซต์ของผู้ถูกฟ้องคดีและกรมบัญชีกลาง และในการประกวดราคาก็ไม่ได้ชี้แจง หรืออธิบายเรื่องดังกล่าวแก่ผู้ซื้อซองประกวดราคา ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างเจตนาภายในมาตีความ ให้แตกต่างจากความหมายตามตัวอักษรของข้อกําหนดได้ เนื่องจากบุคคลภายนอกไม่อาจทราบถึง เจตนาที่ซ่อนเร้นของผู้ถูกฟ้องคดี ดังนั้น การที่คณะกรรมการประกวดราคาของผู้ถูกฟ้องคดี ใช้ดุลพินิจตัดสิทธิไม่ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ผ่านเงื่อนไขตามข้อกําหนดในกรณีนี้ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจ ที่ขัดต่อเอกสารประกวดราคาจ้าง

ส่วนกรณีข้อกําหนดของเสาอากาศที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เสนอเป็น 4 dBi ซึ่งคณะกรรมการประกวดราคาของผู้ถูกฟ้องคดีเห็นว่า ต่ำกว่าที่กําหนด นั้น เมื่อตามเอกสารแนบท้ายเอกสาร ประกวดราคาจ้างฯ ข้อ 1.12 ภาคผนวก ก ข้อ 5.4 กําหนดว่า โครงข่ายการสื่อสาร ต้องเป็น ระบบสื่อสารที่เหมาะสมสําหรับในแต่ละพื้นที่เสี่ยงภัยที่จะทําการติดตั้ง เช่น วิทยุสื่อสาร Cellular Mobile Phone 2G หรือ 3G หรือ SATELLITE หรือระบบอื่น ๆ ที่เหมาะสม หากมีการเสนอ ใช้ระบบใดระบบหนึ่ง ต้องมีรายละเอียด ดังนี้ ข้อ 5.4.1 ระบบวิทยุสื่อสาร ข้อย่อย 5 ข้อกําหนด ของเสาอากาศ (Antenna) กําหนดให้เป็นแบบใดแบบหนึ่งที่เหมาะสมกับการใช้งาน Directional (YAGI)หรือ OMNI หรือแบบอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ค่าทวีกําลังเสาอากาศ 12 dBi หรือดีกว่า ข้อ 5.4.2 อุปกรณ์ Modem เป็นอุปกรณ์ที่สามารถรองรับการสื่อสารได้โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้ (1) ต้องมีสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ติดตั้งโครงการระบบเตือนภัยและสามารถใช้งานในการรับ-ส่ง ข้อมูลได้ (2) รองรับ GPRS/GSM (3) รองรับ W-CDMA/HSDPA (4) รองรับ AT Command (5) มีไฟแสดงสถานะการทํางาน (6) รองรับการทํางานที่อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียสได้ ข้อ 5.4.3 ระบบสายไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic) ข้อ 5.4.4 ระบบสื่อสารอื่น ๆ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อกําหนด ดังกล่าว เห็นได้ว่าการกําหนดคุณลักษณะของโครงข่ายการสื่อสารแต่ละระบบเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประสงค์จะเสนอราคาสามารถเลือกเสนอระบบสื่อสารที่เหมาะสม ซึ่งแต่ละระบบจะมีคุณลักษณะ ที่กําหนดไว้แตกต่างกัน กล่าวคือ หากผู้ประสงค์จะเสนอราคาเสนอระบบวิทยุสื่อสาร ตามข้อ 5.4.1 ผู้ประสงค์จะเสนอราคาจะต้องเสนอรายละเอียดคุณสมบัติหรือลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์ตามที่ กําหนดในข้อดังกล่าว โดยเฉพาะข้อกําหนดของเสาอากาศ (Antenna) ซึ่งกําหนดไว้ในข้อย่อย 5 กําหนดให้เป็นแบบใดแบบหนึ่งที่เหมาะสมกับการใช้งาน Directional (YAGI) หรือ OMNI หรือแบบอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ค่าทวีกําลังเสาอากาศ 12 dBi หรือดีกว่า… แต่หากผู้ประสงค์จะเสนอราคา เสนอระบบอุปกรณ์ Modem ตามข้อ 5.4.2 ผู้ประสงค์จะเสนอราคาจะต้องเสนอรายละเอียดคุณสมบัติ หรือลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์ตามที่กําหนดในข้อดังกล่าว ซึ่งไม่ปรากฏข้อกําหนดของเสาอากาศ แต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 นําเสนอระบบสื่อสารแบบ 3G อุปกรณ์ Modem ยี่ห้อ Maestro รุ่น M100 3G โดยได้เสนอเพิ่มเสาอากาศ Antenna ขนาด 9 dBi เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของสัญญาณเท่านั้น การเสนอระบบอุปกรณ์ Modem ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงมีรายละเอียด คุณสมบัติหรือลักษณะเฉพาะตรงตามเอกสารแนบท้ายเอกสารประกวดราคาจ้างฯ ข้อ 1.12 ภาคผนวก ก ข้อ 5.4.2 แล้ว ประกอบกับสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกฟ้องคดี มิได้นําร่างเกี่ยวกับข้อกําหนดดังกล่าวเผยแพร่ในเว็บไซต์ของหน่วยงานและกรมบัญชีกลาง และผู้ถูกฟ้องคดีก็มิได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวแก่ผู้ซื้อซองประกวดราคาเช่นเดียวกับกรณีหนังสือแต่งตั้งตัวแทนจําหน่าย ดังนั้น การที่คณะกรรมการประกวดราคาของผู้ถูกฟ้องคดีนําข้อกําหนด ของเสาอากาศ ข้อ 5.4.1 ระบบวิทยุสื่อสาร ข้อย่อย 5 มาพิจารณาตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็น การพิจารณาที่ขัดต่อเอกสารประกวดราคาจ้าง

โดยสรุป เมื่อข้อกําหนดตามเอกสารแนบท้ายเอกสารประกวดราคามีความชัดเจนตามตัวอักษรไม่ได้มีลักษณะเคลือบคลุมหรือตีความได้หลายนัย จึงไม่มีความจําเป็นต้องตีความ ประกอบกับหน่วยงานของรัฐผู้จัดให้มีการประกวดราคาก็ไม่ได้นําร่างข้อกําหนดดังกล่าวเผยแพร่ในเว็บไซต์ของหน่วยงานและกรมบัญชีกลางตามที่ระเบียบว่าด้วยการพัสดุกําหนด อีกทั้งในการประกวดราคาก็ไม่ได้ชี้แจงหรืออธิบายการตีความเรื่องดังกล่าวแก่ผู้มาซื้อซองประกวดราคา หน่วยงานของรัฐจึงไม่อาจอ้างเจตนาภายในมาตีความให้แตกต่างจากความหมายตามตัวอักษรของข้อกําหนดดังกล่าวได้ เนื่องจากบุคคลภายนอกย่อมไม่อาจทราบถึงเจตนาที่ซ่อนเร้นของหน่วยงานของรัฐ การที่คณะกรรมการประกวดราคาใช้ดุลพินิจตัดสิทธิไม่ให้ผู้ฟ้องคดีผ่านเงื่อนไขตามข้อกําหนดในกรณีนี้ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อเอกสารประกวดราคา

คําสําคัญ : การจัดซื้อจัดจ้าง/วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์/การเผยแพร่แบบรูปรายการและคุณลักษณะเฉพาะ/ข้อกําหนดขอบเขตของงาน TOR ประกาศประกวดราคา/เอื้อประโยชน์/ล็อคสเปค/ การกระทําความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ/ฮั้ว

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.1061-1062/2565

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง


https://www.youtube.com/watch?v=baKkiFZM7vw


พระราชกฤษฎีกากําหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในท้องที่ตําบลหนองงูเหลือม อําเภอเฉลิมพระเกียรติ และตําบลโตนด ตําบลใหม่ อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2567

พระราชกฤษฎีกากําหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในท้องที่ตําบลหนองงูเหลือม อําเภอเฉลิมพระเกียรติ และตําบลโตนด ตําบลใหม่ อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2567

ทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีเวนคืน ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเวนคืน โทร. 063-6364547

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากมีความจําเป็นต้องสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 290 สายถนนวงแหวนรอบเมืองนครราชสีมา ตอนบ้านบึงขามทะเลสอ – บ้านหนองบัวศาลา บริเวณจุดตัดระหว่างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 290 ในท้องที่ตําบลหนองงูเหลือม อําเภอเฉลิมพระเกียรติ และตําบลโตนด ตําบลใหม่ อําเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เพื่ออํานวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่การจราจรและการขนส่งอันเป็นกิจการ สาธารณูปโภค และเพื่อนําที่ดินไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน สมควรกําหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในท้องที่ดังกล่าว เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปทําการสํารวจเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องได้มาโดยแน่ชัด จึงจําเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ท่าตะโก – สามโคก (ช่วงปรับแก้ทิศทางและแนวเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า)

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ท่าตะโก – สามโคก (ช่วงปรับแก้ทิศทางและแนวเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า)

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า ที่ดินอยู่ในแนวเขตสายไฟฟ้า การฟ้องเรียกค่าทดแทนเพิ่ม การอุทธรณ์เงินค่าทดแทน การฟ้องคดีเกี่ยวกับการเวนคืนและการรอนสิทธิ การจัดทำคำอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดแนวเขต การฟ้องเพิกถอนประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การฟ้องเรียกค่าทดแทน ทนายความคดีโครงข่ายไฟฟ้า ปรึกษาคดี โทร. 063-6364547

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
โทร. 063-6364547