การขอให้จัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินที่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่าน
ความรับผิดอย่างอื่น : ขอให้จัดซื้อหรือเวนคืนที่ดินที่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่าน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 (มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 30 ทวิ วรรคสาม)
คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองโดน อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี โดยที่ดินดังกล่าวบางส่วนอยู่ในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ อยุธยา 4-สีคิ้ว 2 จำนวน 3 ไร่ 23.2 ตารางวา คณะกรรมการพิจารณาราคาที่ดินและทรัพย์สินจังหวัดสระบุรีมีมติให้นำราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2558 มาเป็นฐานราคาที่ดิน และปรับเพิ่มอีกร้อยละ 20 เพื่อให้เป็นราคาประเมินทุนทรัพย์ที่จะมีการปรับปรุงใหม่ในปี พ.ศ. 2559 แล้วนำมาปรับเพิ่มอีกในอัตรา 3 เท่า ทุกหน่วยราคา เป็นเกณฑ์กำหนดถือจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองอยู่ในโซน 03 บล็อก เอ หน่วยที่ ที่ดินไม่ติดถนน ซอย ทาง มีราคาค่าทดแทน ไร่ละ 150,000 บาท กำหนดจ่ายร้อยละ 90 จึงกำหนดค่าทดแทนเป็นเงิน 412,830 บาท ต่อมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้มีหนังสือลงวันที่ 3 มีนาคม 2559 แจ้งจำนวนเงินค่าทดแทนดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ขอค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วมีมติยืนราคาเดิมและได้แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพิ่มให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเงิน 4,321,170 บาท
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ค่าทดแทนฯ ที่แต่งตั้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 รับฟังได้ว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้านทิศเหนือติดทางสาธารณประโยชน์ และด้านทิศใต้ติดเหมืองสาธารณประโยชน์ กรณีจึงต้องถือว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ดินติดถนน ซอย ทาง อย่างไรก็ดี แม้ว่าที่ดินแปลงพิพาทจะเป็นที่ดินติดถนน ซอย ทาง ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณารูปแปลงที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองประกอบหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติตามรายงานการประชุมของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ครั้งที่ 56/2558 (ครั้งที่ 366) เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 ที่กำหนดไว้ว่า หน่วยที่ 7 ที่ดินติดถนน ซอย ทาง ระยะ 40 เมตร และหน่วยที่ 8 ที่ดินนอกเหนือจากหน่วยที่ 1-7 แล้วเห็นว่า ในการกำหนดหลักเกณฑ์ในหน่วยที่ ที่กำหนดว่า ที่ดินนอกเหนือจากหน่วยที่ 1-7 นั้น ย่อมมีความหมายรวมถึงที่ดินที่ติดถนน ซอย ทาง แต่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่านพ้นระยะ 40 เมตร จากถนน ซอย ทาง ด้วย มิได้มีความหมายแต่เพียงว่าเป็นที่ดินที่ไม่ติดถนน ซอย ทาง แต่เพียงอย่างเดียว เมื่อปรากฏว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีเนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่ สภาพการทำประโยชน์เป็นที่นา ที่ดินบริเวณที่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่านอยู่ลึกเข้าไปพ้นระยะ 40 เมตร จากถนนด้านทิศเหนือของแปลงที่ดิน แม้จะไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 กำหนดไว้ในหน่วยที่ 7 ว่าจะต้องเป็นที่ดินติดถนน ซอย ทาง และถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่านในระยะ 40 เมตร จากถนน ซอย ทาง ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้านทิศเหนือติดทางสาธารณประโยชน์ และด้านทิศใต้ติดเหมืองสาธารณประโยชน์ ประกอบกับเมื่อพิจารณาระวางแผนที่ ยูทีเอ็ม ซึ่งเป็นเอกสารที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จัดทำขึ้น จะเห็นได้ว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองบริเวณที่ถูกเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าพาดผ่านเริ่มจากด้านทิศใต้ของแปลงที่ดินที่ติดกับเหมืองสาธารณประโยชน์ในระยะ 40 เมตร จากเหมืองสาธารณประโยชน์ และเยื้องไปทางด้านทิศเหนือของแปลงที่ดิน เมื่อพิจารณาถึงรูปแผนที่ที่ดินและสภาพทำเลที่ตั้งของที่ดินแล้วเห็นว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีทำเลและที่ตั้งดีกว่าที่ดินที่ไม่มีทางออกหรือไม่ติดถนน ซอย ทาง ซึ่งอยู่ในหน่วยที่ 4 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กำหนดราคาค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินไร่ละ 150,000 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหน่วยที่ 8 เช่นเดียวกับที่ดินที่ไม่มีทางออกหรือไม่ติดถนน ซอย ทาง จึงยังไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เห็นควรกำหนดค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเพิ่มขึ้นในราคาที่ลดหลั่นจากราคาประเมินในหน่วยที่ 7 โดยกำหนดค่าทดแทนให้ในราคาไร่ละ 170,000 บาท เมื่อที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีเนื้อที่ 19 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา อยู่ในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าเนื้อที่ 3 ไร่ 23.2 ตารางวา กำหนดราคาค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้ในราคาไร่ละ 170,000 บาท กำหนดจ่ายค่าทดแทนในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่กำหนด คิดเป็นไร่ละ 153,000 บาท ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินเป็นเงินจำนวน 467,874 บาท แต่เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้นำเงินค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินไปฝากให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองในนามของเจ้ามรดกไว้แล้วที่ธนาคารกรุงไทย สาขาบางกรวย เป็นเงิน 412,830 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพิ่มให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเงินจำนวน 55,044 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวนับแต่วันที่ต้องมีการฝากเงินค่าทดแทนตามมาตรา 30 ทวิ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 แต่เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่มีคำขอในส่วนของดอกเบี้ย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาเกินคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชดใช้ค่าเสียประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้งแปลง เป็นเงิน 9,500,000 บาท นั้น ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า การประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าและเดินสายส่งไฟฟ้าผ่านที่ดินของบุคคลเป็นการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 28 และมาตรา 29 โดยกฎหมายกำหนดให้ต้องจ่ายค่าทดแทนตามความเป็นธรรมเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในเขตเดินสายไฟฟ้าตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองยังคงเป็นของเจ้าของที่ดิน เพียงแต่เป็นการจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินบางประการ ส่วนที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองบริเวณที่อยู่นอกเขตเดินสายไฟฟ้าไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ทั้งการจ่ายเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่ได้เป็นกรณีของการเวนคืนที่ดินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งมีบทบัญญัติกำหนดให้เจ้าของที่ดินอาจร้องขอให้เวนคืนที่ดินหรือซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้ ดังนั้น เมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดให้อำนาจแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไว้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องซื้อหรือเวนคืนที่ดินพิพาททั้งแปลงให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองแต่อย่างใด
โดยสรุป กรณีที่มีการประกาศกำหนดเขตเดินสายไฟฟ้าและเดินสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินของบุคคล กฎหมายกำหนดให้รัฐต้องจ่ายค่าทดแทนตามความเป็นธรรมเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในเขตเดินสายไฟฟ้าเท่านั้น กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองยังคงเป็นของเจ้าของที่ดิน เพียงแต่เป็นการจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินบางประการ ส่วนที่ดินบริเวณที่อยู่นอกเขตเดินสายไฟฟ้าไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด ทั้งการจ่ายเงินค่าทดแทนดังกล่าวไม่ได้เป็นกรณีของการเวนคืนที่ดินซึ่งมีบทบัญญัติกำหนดให้เจ้าของที่ดินอาจร้องขอให้เวนคืนที่ดินหรือซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนได้ หน่วยงานของรัฐจึงไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องซื้อหรือเวนคืนที่ดินพิพาททั้งแปลงแต่อย่างใด
คําสําคัญ : ความรับผิดอย่างอื่น/การรอนสิทธิ/การกำหนดเขตโครงข่ายไฟฟ้า/ค่าทดแทนการใช้ประโยชน์ในที่ดิน/สภาพทำเลที่ตั้งของที่ดิน/จำกัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดิน
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 235/2566
ที่มา : สสค.
———————————————
ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw
สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง