การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่

ความรับผิดอย่างอื่น : ความรับผิดโดยปราศจากความผิด

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  1. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 (มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) และมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3))
  2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 204 มาตรา 420 มาตรา 438 มาตรา 443 และมาตรา 1563)

คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า: ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ฟ. ผู้ตาย สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2555 จ่าสิบเอก น. จ่าสิบเอก ณ. เจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองร้อย ร. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารสังกัดกองร้อย ร. สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธร ได้รับคำสั่งจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ให้ร่วมกันเข้าปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ เพื่อจับกุมนาย อ. ผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นบุคคลตามหมายจับของศาล โดยขณะปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย นาย ฟ. กับพวกรวม 5 คน กำลังร่วมกันเสพน้ำต้มใบกระท่อมที่ขนำในป่าละเมาะบริเวณใกล้เคียงพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งชุดของจ่าสิบเอก น. และจ่าสิบเอก ณ. ได้รับมอบหมายให้ปิดล้อมทางทิศตะวันตก เมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจึงหยุดและหมอบ เห็นชายจำนวน 4 คน วิ่งมาจากชายป่าด้านทิศตะวันออกห่างประมาณ 200 เมตร จ่าสิบเอก น. ได้ยิงปืนขึ้นฟ้า จำนวน 2 นัด และร้องบอกว่า เจ้าหน้าที่ทหาร ให้หยุดและวางอาวุธ แต่ทั้งสี่คนไม่ยอมหยุด โดยมีหนึ่งคนวิ่งมาทางจ่าสิบเอก น. และจ่าสิบเอก ณ. เจ้าหน้าที่ทั้งสองจึงได้ยิงตอบโต้ จากนั้น ได้เข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุพบศพนาย ฟ. นอนเสียชีวิต ข้างศพพบอาวุธปืนสงคราม ซองกระสุนปืน จำนวน 1 ซอง ภายในบรรจุกระสุนปืน จำนวน 21 นัด ลูกระเบิดสังหารแบบขว้าง เอ็ม 26 จำนวน 1 ลูก โทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 1 เครื่อง และของกลางอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง จากนั้น จ่าสิบเอก ณ. ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กล่าวหานาย ฟ. ในข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่า นาย ฟ. บุตรชาย อายุเพียง 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มิได้เป็นกลุ่มโจรใต้ที่เตรียมการก่อเหตุร้าย ไม่ได้เป็นแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่เจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของกองทัพบก (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) สำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) กล่าวอ้าง นอกจากนั้น ในวันเกิดเหตุนาย ฟ. ไม่มีอาวุธปืนและไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่ การกระทำของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และเกินความจำเป็น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง รวมทั้งให้ออกหนังสือขอโทษและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะว่านาย ฟ. ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า: การที่นาย ฟ. ถูกยิงเสียชีวิตเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นพิสูจน์และจับกุมนาย อ. ตามหมายจับของศาลจังหวัด ซึ่งถูกออกหมายจับในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายโดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน และได้รับรายงานว่ามีการเคลื่อนไหวเข้ามาในบริเวณพื้นที่ อันเป็นการดำเนินการตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และผลการตรวจพิสูจน์ไม่พบสารพันธุกรรม (DNA) ของนาย ฟ. ที่ลูกกระสุนปืน ด้ามปืน และไกปืน จากของกลางที่อยู่ใกล้ศพนาย ฟ. และผลรายงานการตรวจพิสูจน์ของชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดปรากฏว่า ลูกระเบิดของกลางอยู่ในสภาพเสื่อมใช้การไม่ได้ รวมถึงรายงานผลการตรวจพิสูจน์สารประกอบวัตถุระเบิดและสารเสพติดเบื้องต้นที่ไม่พบสารประกอบวัตถุระเบิดและสารเสพติดจากเสื้อผ้าของนาย ฟ. ซึ่งการไม่พบสารพันธุกรรม (DNA) ดังกล่าวทำให้เชื่อได้ว่า นาย ฟ. ไม่ได้ใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิดยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ แต่โดยที่ขณะปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นพิสูจน์และจับกุมนาย อ. ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้ยินเสียงปืนและเข้าใจว่ามีการยิงต่อสู้มายังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจึงยิงตอบโต้ไปยังทิศทางที่เสียงปืนดัง การใช้อาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยเป็นพิเศษต่อบุคคลหรือทรัพย์ อย่างไรก็ตาม แม้กระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ยิงออกไป ได้ไปถูกนาย ฟ. ทางด้านหลังจนถึงแก่ความตาย โดยข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านาย ฟ. มีอาวุธปืนหรือยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการก็ตาม แต่ในสถานการณ์เช่นว่านี้ ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีการก่อเหตุความไม่สงบ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจึงชอบที่จะใช้สิทธิป้องกันตัวตามกฎหมายโดยการยิงต่อสู้ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้รับจากการที่นาย ฟ. บุตรชายถูกยิงเสียชีวิตนั้น เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ดังนั้น การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่ปิดล้อมตรวจค้นพิสูจน์และจับกุมนาย อ. อันเป็นเหตุให้นาย ฟ. บุตรชายของผู้ฟ้องคดีทั้งสองถึงแก่ความตาย จึงยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

อย่างไรก็ดี แม้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดังกล่าวจะเป็นไปเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามหมายจับโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ก็ทำให้เกิดอันตรายแก่นาย ฟ. โดยที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับนาย อ. บุคคลตามหมายจับดังกล่าว และไม่ได้ต่อสู้หรือยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ ดังนั้น แม้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจะไม่ถือเป็นการกระทำละเมิด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็ต้องรับผิดจากการใช้อาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการผู้ก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยหรืออันตรายซึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่ราษฎร กรณีจึงเป็นความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย รัฐจึงชอบที่จะเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาแก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ภายใต้หลักความรับผิดโดยปราศจากความผิดและทฤษฎีเสี่ยงภัย ซึ่งเป็นความรับผิดของรัฐที่กำหนดให้รัฐต้องรับผิดแม้การดำเนินการนั้นจะเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่เอกชนก็ตาม ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีความรับผิดต้องเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งศาลสามารถกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้เงินเพื่อเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบกับมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

สำหรับจำนวนค่าทดแทนความเสียหายนั้น เมื่อตามหลักกฎหมายปกครองและกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายไว้โดยเฉพาะ กรณีจึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายทั่วไปมาบังคับใช้ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนโดยอนุโลม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นบิดามารดาของนาย ฟ. ผู้ตาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงเป็นทายาทโดยธรรมของนาย ฟ. เมื่อการตายของนาย ฟ. ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายตามมาตรา 1563 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างอื่น และค่าขาดไร้อุปการะจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ ทั้งนี้ ในส่วนของค่าปลงศพนั้น เมื่อภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ส่งใบเสร็จรับเงินซึ่งผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้จ่ายไปเกี่ยวกับการจัดพิธีศพตามหลักศาสนา และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 105,500 บาท การที่ศาลปกครองกำหนดค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นในการปลงศพให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเป็นเงินจำนวน 105,500 บาท จึงเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว สำหรับค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายนั้น เมื่อขณะที่นาย ฟ. ถึงแก่ความตาย นาย ฟ. มีอายุ 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และขณะยื่นฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นข้าราชการบำนาญ สังกัดกระทรวงกลาโหม ได้รับบำนาญเดือนละ 17,671 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นแม่บ้านและรับจ้างเย็บเสื้อผ้า มีรายได้ไม่แน่นอน เฉลี่ยเดือนละประมาณ 800 บาท เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นแล้ว เพื่อความเป็นธรรมจึงสมควรกำหนดค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ดังนี้ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นเงิน 1,500 บาท ต่อเดือน เป็นเวลา 20 ปี เป็นเงิน 360,000 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 เป็นเงิน 1,500 บาท ต่อเดือน เป็นเวลา 20 ปี เป็นเงิน 360,000 บาท รวมเป็นเงินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองต้องได้รับทั้งสิ้น 720,000 บาท ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้เยียวยาค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 825,500 บาท สำหรับในส่วนของดอกเบี้ยนั้น โดยที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติไว้ว่าหน่วยงานทางปกครองที่ต้องรับผิดชำระหนี้ค่าทดแทนความเสียหายกรณีความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายนั้น ผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าวเมื่อใด กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา 204 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับแก่คดีนี้ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าทดแทนความเสียหายเมื่อใด และผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชุดใช้ดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2556 เป็นต้นไป จนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะชำระเสร็จ และโดยที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2564 โดยผลบังคับของพระราชกำหนดดังกล่าว ดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับ ยังคงคิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันเป็นวันที่พระราชกำหนดดังกล่าวใช้บังคับเป็นต้นไป ต้องคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีของต้นเงินค่าเสียหาย ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2556 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายจำนวน 825,500 บาท และดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามความในมาตรา 7 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีของต้นเงินค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว

โดยสรุป ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในการจับกุมผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดน จนเป็นเหตุให้มีราษฎรที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เสียชีวิต แม้พฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่จะยังไม่พอฟังแน่ชัดว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี โดยฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่ใช้สิทธิตามกฎหมายโดยการยิงต่อสู้ แต่หน่วยงานของรัฐก็ชอบที่จะรับผิดจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ผู้ก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยหรืออันตรายที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราษฎร ซึ่งถือเป็นความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย โดยเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาแก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายหรือบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ที่กระทำโดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ ภายใต้หลักความรับผิดโดยปราศจากความผิดและทฤษฎีเสี่ยงภัยซึ่งศาลปกครองสามารถกำหนดคำบังคับให้หน่วยงานของรัฐใช้เงินเพื่อเยียวยาความเสียหายได้ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบกับมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

คำสำคัญ: ความรับผิดโดยปราศจากความผิด/ความรับผิดอย่างอื่น/ทฤษฎีเสี่ยงภัย/การกำหนดค่าสินไหมทดแทน/ความเสียหายต่อชีวิต/ค่าปลงศพ/ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น/ค่าขาดไร้อุปการะ/ดอกเบี้ยผิดนัด

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 969/2566

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง