เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง กรณีผู้มีสิทธิฟ้องคดี | ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง PODCAST EP.2

เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง กรณีผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง

สวัสดีครับ รายการ ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง Podcast ในตอนนี้จะขอนำเสนอในเรื่องเงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง กรณีผู้มีสิทธิฟ้องคดี ครับ

ในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง นอกเหนือจากการพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ สิ่งสำคัญประการต่อมาที่ต้องพิจารณา ก็คือเรื่องเงื่อนไขเกี่ยวกับการฟ้องคดีปกครอง โดยเงื่อนไขในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ศาลปกครองจะต้องพิจารณาก่อนว่า คดีที่ฟ้องต่อศาลปกครองนั้น ศาลจะสามารถรับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณาได้หรือไม่ ซึ่งเงื่อนไขเกี่ยวกับการฟ้องคดีปกครองที่เราจะมาพูดถึงกันในตอนนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ครับ

ในเรื่องผู้มีสิทธิฟ้องคดีนั้น บทบัญญัติมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติว่า ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอานาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ซึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าวสามารถพิจารณาการเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ได้ 3 ประการ โดย

ประการที่ 1 ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้ซึ่งได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ในเรื่องนั้น แยกพิจารณาได้ 2 กรณี

(1) ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย

ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองในกรณีนี้ คือ ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำ หรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามความหมายนี้ แม้เพียงสิทธิประโยชน์หรือสถานภาพทางกฎหมายของตนถูกกระทบกระเทือนจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งถือว่ามีประโยชน์เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสีย ก็มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้

(2) ผู้ที่อาจจะได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยง

ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองในกรณีนี้ คือ ผู้ที่อยู่ในสถานะที่อาจจะได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ โดยไม่จำต้องรอให้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากเหตุดังกล่าวก่อน

ประการที่ 2 ความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับนั้นเกิดจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 9 วรรคหนึ่ง โดยความเดือดร้อนเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับนั้น นอกจากจะเกิดจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว ยังรวมถึงการมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 ด้วย กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ คือมีประโยชน์เกี่ยวข้องหรือส่วนได้เสียดังกล่าวถูกกระทบกระเทือน จากมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (6)

ประการที่ 3 การแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับนั้นต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 72 คือ กรณีคำขอให้ศาลกำหนดคำบังคับ นั้น ต้องเป็นคำบังคับที่ศาลสามารถกำหนดคำบังคับให้ได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (5) เพื่อแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้ง

ผู้มีสิทธิฟ้องคดีนอกจากผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรือผู้ที่อาจจะเดือนร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังรวมถึงผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีสิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

โดยตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า กฎ หรือการกระทำของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้มีสิทธิเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลปกครองได้ ในการเสนอความเห็นดังกล่าวผู้ตรวจการแผ่นดินมีสิทธิและหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ในการฟ้องคดีและดำเนินคดีนั้นผู้ตรวจการแผ่นดินอาจมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ดำเนินการแทนก็ได้ตามข้อ 28 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ

จากที่ได้กล่าวมาเกี่ยวกับเงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง กรณีผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญครับ เพราะการฟ้องคดีต่อศาลปกครองโดยไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดี ศาลก็อาจมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาครับ

สำหรับสาระความรู้เกี่ยวกับคดีปกครองในตอนต่อไปจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรติดตามรับชม Youtube ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง Podcast ได้ ในตอนต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง  ทนายความคดีปกครอง

ทำท่อระบายน้ำแต่ไม่มีป้ายเตือน เมื่อเกิดอุบัติเหตุใครต้องรับผิดชอบ



https://www.youtube.com/watch?v=ESwAmr6c2Yw

ทำท่อระบายน้ำแต่ไม่มีป้ายเตือน เมื่อเกิดอุบัติเหตุใครต้องรับผิดชอบ

สวัสดีครับเรื่องเล่าคดีปกครองกับทนายพฤกษ์ คดีปกครอง ในตอนนี้จะนำเสนอในเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุจากการสัญจรในทางสาธารณะอันเนื่องมาจากการการก่อสร้างหรือซ่อมแซมท่อหรือทางระบายน้ำและไม่มีการติดตั้งป้ายหรือสัญญาณเตือน

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เหตุเกิดจากเทศบาลได้ทำสัญญาจ้างบริษัทเอกชนซ่อมแซมท่อระบายน้ำในพื้นผิวถนน ต่อมาในเวลากลางคืนที่มีการซ่อมแซมท่อระบายน้ำที่ชำรุดบกพร่องตามสัญญา ผู้ฟ้องคดีได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ชนเข้ากับฝาท่อระบายน้ำที่ผู้รับจ้างวางขวางทางจราจรไว้ ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ผู้ฟ้องคดีต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก จึงขอให้เทศบาลและผู้รับจ้างชดใช้ค่าเสียหาย แต่ก็ไม่ได้รับชดใช้ จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เทศบาลและผู้รับจ้างชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิด

ซึ่งในคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่า ผู้รับจ้างจากเทศบาลซึ่งมีหน้าที่ซ่อมแซมฝาท่อระบายน้ำตามสัญญาจ้างจะต้องดำเนินการจัดหาและติดตั้งสิ่งป้องกันอันตรายตามจุดต่างๆที่มีการซ่อมแซมให้เพียงพอ การไม่ติดตั้งสิ่งป้องกันอันตรายหรือเครื่องหมายสัญญาณไฟต่างๆ เพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้ทางให้ทราบว่ามีการซ่อมแซม จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามสัญญาโดยประมาทเลินเล่อ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ส่วนเทศบาลซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างเอกชนถือเป็นการมอบหมายให้เอกชนผู้รับจ้างดำเนินกิจการทางปกครองแทน มิได้สอดส่องดูแลอย่างเพียงพอเพื่อให้เอกชนผู้รับจ้างมีการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา เทศบาลจึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ผู้รับจ้างกระทำต่อผู้ฟ้องคดี

สำหรับในคดีนี้มีประเด็นค่าสินไหมทดแทนที่ศาลปกครองสูงสุดได้กำหนดให้ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี โดยให้เทศบาลและเอกชนผู้รับจ้างชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่

  1. ค่ารักษาพยาบาล เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาการบาดเจ็บและฟื้นฟูซ่อมแซมอวัยวะที่กระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุอันเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิด
  2. ค่าจ้างพยาบาลพิเศษเฝ้าไข้
  3. ค่าใช้จ่ายของญาติที่มาดูแลระหว่างเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล
  4. ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ระหว่างเจ็บป่วย
  5. ค่าเสียหายเพื่อการเสียความสามารถในการประกอบการงานทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคต
  6. ค่าทนทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บและการรักษาพยาบาลนั้น

อย่างไรก็ตามในคดีนี้นอกเหนือจากศาลปกครองสูงสุดจะได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการทำละเมิดของเทศบาลและผู้รับจ้างแล้ว ยังได้วินิจฉัยภาวะการขับขี่รถจักรยานยนต์ของผู้ฟ้องคดีด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยความเร็วสูง หากผู้ฟ้องคดีชะลอรถจักรยานยนต์และไม่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ก็อาจไม่เกิดเหตุร้ายแรงถึงขนาดตามที่เกิดขึ้น การบาดเจ็บสาหัสจึงเป็นผลมาจากความผิดของผู้ฟ้องคดีรวมอยู่ด้วย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีผลมาจากการละเลยต่อหน้าที่ของเทศบาลและเอกชนผู้รับจ้างมากกว่า จึงหักส่วนแห่งความประมาทของผู้ฟ้องคดีออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่กำหนดให้ทั้งหมด

โดยสรุปจากเรื่องเล่าในตอนนี้นะครับ การละเลยต่อหน้าที่ตามสัญญาโดยประมาทเลินเล่อของเอกชนผู้รับจ้างตามสัญญา หากเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี เทศบาลซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างหากมิได้สอดส่องดูแลอย่างเพียงพอเพื่อให้เอกชนผู้รับจ้างมีการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญา เทศบาลจึงต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ผู้รับจ้างได้กระทำนั้นด้วย

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง 

ความเสียหายจากการยกเลิกการประกวดราคาหน่วยงานต้องรับผิดหรือไม่



https://youtu.be/BaTwvMu3N6c

ความเสียหายจากการยกเลิกการประกวดราคาหน่วยงานต้องรับผิดหรือไม่

            เรื่องเล่าคดีปกครองกับทนายพฤกษ์ คดีปกครองในตอนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่หน่วยงานของรัฐยกเลิกการประกาศประกวดราคาเนื่องจากหน่วยงานของรัฐไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากให้มีการทำสัญญาต่อไปจะเป็นการขัดต่อกฎหมายและทำให้สัญญาตกเป็นโมฆะ หน่วยงานของรัฐจึงยกเลิกการประกวดราคาอันมิใช่ความผิดของบริษัทเอกชน ทำให้บริษัทเอกชนผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากการเข้าประกวดราคาต้องได้รับความเสียหาย หน่วยงานของรัฐจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการยกเลิกการประกวดราคาหรือไม่

            ข้อเท็จจริงในกรณีนี้มีอยู่ว่า กรุงเทพมหานคร ได้ออกประกาศประกวดราคาจ้างกำจัดขยะมูลฝอย เพื่อหาผู้รับจ้างมาทำการกำจัดขยะมูลฝอยในพื้นที่ที่กำหนด และผู้รับจ้างจะต้องลงทุนก่อสร้างและเดินระบบกำจัดมูลฝอย ซึ่งมีมูลค่าโครงการเป็นเงินกว่าแปดพันล้าน ผู้ฟ้องคดีเป็นบริษัทเอกชนซึ่งมีคุณสมบัติและศักยภาพที่จะดำเนินการโครงการได้จึงเข้าร่วมเสนอราคา และผลการพิจารณาปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการกำจัดขยะมูลฝอย ภายหลังจากการประกาศผลการพิจารณาผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการเตรียมการเพื่อจัดทำโครงการดังกล่าวไปแล้วบางส่วน ต่อมา กรุงเทพมหานครมีหนังสือขอให้ขอขยายระยะเวลายื่นราคาออกไปอีก 180 วัน นับจากวันครบกำหนดยืนราคาเดิม โดยอ้างเหตุว่าต้องใช้เวลาในการพิจารณาตามขั้นตอนของทางราชการ โดยผู้ฟ้องคดียินยอมขยายเวลาการยืนราคาดังกล่าว และได้มีการขอขยายระยะเวลาการยืนราคาออกไปอีก 12 ครั้ง ซึ่งเป็นเวลารวม 510 วัน จากนั้นกรุงเทพมหานครมีหนังสือแจ้งยกเลิกการประกวดราคาโครงการกำจัดขยะมูลฝอยโดยให้เหตุผลว่า หากเซ็นสัญญาต่อไปจะขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 และทำให้สัญญาเป็นโมฆะ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งยกเลิกการประกวดราคาแต่ไม่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์จึงนำคดียื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย

            ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่กรุงเทพมหานครมีหนังสือแจ้งยกเลิกการประกวดราคาโดยให้เหตุผลว่า หากดำเนินการโครงการต่อไปจะขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 เพราะวงเงินเกินหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องเสนอผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการผ่านกระทรวงที่สังกัดและได้รับความเห็นชอบโครงการจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมทั้งขออนุมัติในหลักการจากคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะดำเนินการ การที่กรุงเทพมหานครประกาศประกวดราคาโดยมิได้ดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวซึ่งถือเป็นขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญที่กฎหมายกำหนด นั้น เกิดจากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ในสังกัด จนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเข้าประกวดราคาโดยสุจริตและเชื่อว่าเป็นประกาศประกวดราคาที่ชอบด้วยกฎหมายและจะได้เข้าทำสัญญาต่อไป การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ทำสัญญาเพราะมีคำสั่งยกเลิกการประกวดราคา ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ดังนั้น จึงถือว่า การที่กรุงเทพมหานครกระทำโดยประมาทเลินเล่อส่งผลให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ชนะการประกวดราคาได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี จึงต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงให้แก่ผู้ฟ้องคดี

            โดยสรุป การที่หน่วยงานของรัฐจะดำเนินโครงการซึ่งเป็นกรณีที่ต้องมีขั้นตอนและวิธีการในการดำเนินการให้เป็นไปภายใต้บังคับของกฎหมาย หน่วยงานนั้นจะต้องดำเนินการประกวดราคาให้ถูกต้องครบถ้วนเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด กรณีการดำเนินการที่ไม่ได้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งอาจเกิดจากความประมาทของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้อง หน่วยงานของรัฐนั้นไม่อาจปฏิเสธความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดกับบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมประกวดราคาโดยสุจริตและได้รับความเสียหาย จากการยกเลิกการประกวดราคาอันที่ไม่ใช่ความผิดของบริษัทนั้นได้ หน่วยงานของรัฐจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงอันเป็นผลโดยตรงจากการทำละเมิดแก่บริษัทเอกชนที่ชนะการประกวดราคานั้น

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง 

ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเพราะตกสำรวจ ใครต้องรับผิดชอบ



https://www.youtube.com/watch?v=67SY6wWWJNw

ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือเพราะตกสำรวจ ใครต้องรับผิดชอบ

สวัสดีครับ เรื่องเล่าคดีปกครอง กับทนายพฤกษ์ คดีปกครอง ที่จะนำมาเสนอในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสำรวจข้อมูลราษฎรผู้ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีน้ำท่วมซึ่งมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือและการเยียวยาจากภาครัฐ

กรณีอุทกภัยหรือเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากที่จะต้องยอมรับและช่วยเหลือตนเองรวมทั้งช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้ว สิ่งที่ประชาชนคาดหวังและนึกถึงเป็นลำดับต่อมาก็คือความช่วยเหลือและการเยียวยาจากภาครัฐ ซึ่งความช่วยเหลือนั้นต้องเป็นความช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

คดีปกครองที่จะนำมาเล่าในตอนนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินเยียวยาช่วยเหลือน้ำท่วม โดยมีเหตุมาจากการเกิดน้ำท่วมในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของ อบต. และจังหวัดได้มีการประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) นายอำเภอในฐานะผู้กำกับดูแล อบต. และเป็นประธานคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ ได้สั่งการให้ อบต. สำรวจครัวเรือนที่ประสบอุทกภัยเพื่อให้การช่วยเหลือ หลังจากนั้นได้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือให้ผู้ประสบอุทกภัยตามบัญชีรายชื่อที่สำรวจ แต่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ประสบอุทกภัยและอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือกลับไม่มีรายชื่อในแบบสำรวจ ผู้ฟ้องคดีก็เลยทวงถามไปทาง อบต. และได้รับการแจ้งกลับมาว่า มีการจ่ายเงินช่วยเหลือกันไปเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า ตนก็เป็นผู้ประสบอุทกภัยมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือแต่ อบต. สำรวจรายชื่อตกหล่นทำให้ตนเสียสิทธิ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง โดยฟ้องให้ นายก อบต. และ อบต. ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้รับเงินเยียวยาพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

โดยคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีได้อ้างว่า เนื่องจากในการสำรวจรายชื่อผู้ประสบอุทกภัยมีระยะเวลาในการสำรวจกระชั้นชิดและมีเจ้าหน้าที่ออกสำรวจไม่เพียงพอ รวมทั้งได้มีการประกาศแจ้งเสียงตามสายเพื่อให้ผู้เดือดร้อนไปแจ้งรายชื่อแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีมิได้ไปแจ้งสิทธิ

ในคดีนี้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อการสั่งการของนายอำเภอเป็นการสั่งการโดยมีกฎหมายให้อำนาจกระทำได้ และเป็นการสั่งการโดยชอบด้วยกฎหมาย อบต. จึงมีหน้าที่สำรวจรายชื่อครัวเรือนที่ประสบอุทกภัยตามที่อำเภอมอบหมาย ถือได้ว่าเป็นหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ แม้ อบต. จะเพิ่งได้รับข้อสั่งการ แต่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต. ย่อมต้องมีข้อมูลพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายในท้องที่ของตน โดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่แล้วก็น่าจะเพียงพอกับระยะเวลาดำเนินการ และไม่ใช่กรณีที่ราษฎรต้องแจ้งสิทธิของตนก่อน เมื่อ อบต. สำรวจและจัดเก็บรายชื่อไม่ถูกต้อง ทำให้รายชื่อของราษฎรที่อยู่ในหลักเกณฑ์ได้รับความช่วยเหลือตกสำรวจ จึงถือได้ว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ประสบอุทกภัยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ จึงเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อบต. จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี

โดยสรุปเรื่องเล่าในตอนนี้ หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เมื่อเกิดสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่ความรับผิดชอบของตน นอกจากจะต้องให้ความช่วยเหลือเป็นการเฉพาะหน้าแล้ว การสำรวจตรวจสอบข้อมูลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ผู้ประสบภัยก็ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลืออย่างถูกต้องครบถ้วน

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547

– Line: @prueklaw 

#สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง