ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ พนมสารคาม – จุดเชื่อมระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ปลวกแดง – วังน้อย

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ พนมสารคาม – จุดเชื่อมระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ปลวกแดง – วังน้อย

สรุปสาระสำคัญของประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ พนมสารคาม – จุดเชื่อมระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ปลวกแดง – วังน้อย

  • เรื่อง: การกำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ สำหรับเส้นทางจากพนมสารคาม ไปยังจุดเชื่อมระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ปลวกแดง – วังน้อย

  • วัตถุประสงค์: เพื่อรองรับการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ และเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง

  • การกำหนดแนวเขต: กำหนดให้พื้นที่ตามแนวเส้นทางใหม่เป็นเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า

  • ข้อมูลเส้นทาง: มีระยะทางรวมประมาณ 686.98 เมตร และพาดผ่านท้องที่ตำบลหนองแหนและตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

  • ความกว้างของเขต: แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่:

    • ช่วงที่ 1: จากสถานีไฟฟ้าย่อยพนมสารคาม ถึง กม. 0 + 585.25 มีความกว้าง 50.00 เมตร (ด้านเหนือ 30.00 เมตร และด้านใต้ 20.00 เมตร)

    • ช่วงที่ 2: จาก กม. 0 + 585.25 ถึงจุดเชื่อม มีความกว้าง 60.00 เมตร (วัดจากแนวศูนย์กลางของเสาสายส่งไฟฟ้าออกไปด้านละ 30.00 เมตร)

  • อำนาจของ กฟผ.: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีอำนาจในการวางระบบโครงข่ายไฟฟ้าบน, ใต้, ตาม หรือข้ามระบบโครงข่ายพลังงานของผู้รับใบอนุญาตรายอื่น, ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือพื้นดินของบุคคลใด กฟผ. ยังสามารถปักเสาหรืออุปกรณ์อื่น, รื้อถอนอาคาร, โรงเรือน หรือตัดฟันต้นไม้, กิ่ง, ราก หรือพืชผลในเขตที่กำหนดได้ด้วย

  • การจ่ายค่าทดแทน: คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะพิจารณากำหนดราคาที่ดินและทรัพย์สินเพื่อใช้ในการจ่ายค่าทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมให้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า

  • สิทธิในการอุทธรณ์: เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ กกพ. ได้ภายใน 30 วัน หากไม่เห็นด้วยกับจำนวนค่าทดแทนหรือการดำเนินการของ กฟผ.

  • กรรมสิทธิ์ในที่ดิน: การประกาศนี้ไม่มีผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินตามกฎหมายของเจ้าของเดิม อย่างไรก็ตาม เจ้าของต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด เช่น ห้ามปลูกสร้างอาคาร, โรงเรือน หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดอันตรายหรือเป็นอุปสรรคในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า

  • วันที่ประกาศ: ประกาศ ณ วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า ที่ดินอยู่ในแนวเขตสายไฟฟ้า การฟ้องเรียกค่าทดแทนเพิ่ม การอุทธรณ์เงินค่าทดแทน การฟ้องคดีเกี่ยวกับการเวนคืนและการรอนสิทธิ การจัดทำคำอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดแนวเขต การฟ้องเพิกถอนประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การฟ้องเรียกค่าทดแทน ทนายความคดีโครงข่ายไฟฟ้า 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงออเงิน เขตสายไหม แขวงสามวาตะวันตก แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร และตำบลลาดสวาย ตำบลบึงคำพร้อย ตำบลลำลูกกา ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. 2568

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่แขวงออเงิน เขตสายไหม แขวงสามวาตะวันตก แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร และตำบลลาดสวาย ตำบลบึงคำพร้อย ตำบลลำลูกกา ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. 2568

ทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีเวนคืน ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเวนคืน โทร. 063-6364547

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องสร้าง ทางพิเศษฉลองรัช – นครนายก – สระบุรี ช่วงจตุโชติ – ถนนลำลูกกา ในท้องที่แขวงออเงิน เขตสายไหม แขวงสามวาตะวันตก แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร และตำบลลาดสวาย ตำบลบึงคำพร้อย ตำบลลำลูกกา ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่ออำนวยความสะดวก และความรวดเร็วแก่การจราจรและการขนส่งอันเป็นกิจการสาธารณูปโภค และเพื่อนำที่ดินไปชดเชย ให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน สมควรกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในท้องที่ดังกล่าว เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปทำการสำรวจเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องได้มา โดยแน่ชัด จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ นครราชสีมา 4 – วังน้อย

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ นครราชสีมา 4 – วังน้อย

สรุปสาระสำคัญของประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ นครราชสีมา 4 – วังน้อย

 
  • เรื่อง: ประกาศฉบับนี้เป็นการกำหนดเขตแนวเส้นทางสำหรับโครงการก่อสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ จากสถานีไฟฟ้านครราชสีมา 4 ไปยังสถานีไฟฟ้าที่วังน้อย

  • วัตถุประสงค์: เพื่อปรับปรุงและเสริมสร้างความมั่นคงของระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร

  • แนวเขต: กำหนดให้พื้นที่ตลอดแนวเส้นทางที่ระบุเป็นเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าถาวร

  • ข้อมูลเส้นทาง: มีระยะทางรวมประมาณ 232.81 กิโลเมตร พาดผ่าน 48 ตำบลใน 11 อำเภอ ของ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสระบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

  • ความกว้างของเขต: โดยปกติแล้วมีความกว้าง 60.00 เมตร (วัดจากแนวศูนย์กลางของเสาไฟฟ้าออกไปด้านละ 30.00 เมตร) แต่มีข้อยกเว้นสำหรับช่วงที่ตำบลข้าวงาม อำเภอวังน้อย ที่มีความกว้าง 55.00 เมตร (ด้านตะวันออกเฉียงใต้ 30.00 เมตร และด้านตะวันตกเฉียงเหนือ 25.00 เมตร)

  • อำนาจของ กฟผ.: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีอำนาจในการวางระบบโครงข่ายไฟฟ้าบนที่ดินของรัฐหรือเอกชน รวมถึงสามารถปักเสา, รื้อถอนอาคาร, สิ่งปลูกสร้าง หรือตัดฟันต้นไม้และพืชผลที่อยู่ในเขตที่กำหนด

  • การจ่ายค่าทดแทน: คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะพิจารณากำหนดราคาที่ดินและทรัพย์สินเพื่อใช้ในการจ่ายค่าทดแทนที่เป็นธรรมให้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินในเขตที่ได้รับผลกระทบ

  • สิทธิในการอุทธรณ์: เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ กกพ. ได้ภายใน 30 วัน หากไม่เห็นด้วยกับค่าทดแทนหรือการดำเนินการของ กฟผ.

  • กรรมสิทธิ์ในที่ดิน: การประกาศนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเจ้าของเดิม แต่เจ้าของต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด เช่น ห้ามปลูกสร้างสิ่งที่จะก่อให้เกิดอันตรายหรือเป็นอุปสรรคต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า

  • วันที่ประกาศ: ประกาศ ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า ที่ดินอยู่ในแนวเขตสายไฟฟ้า การฟ้องเรียกค่าทดแทนเพิ่ม การอุทธรณ์เงินค่าทดแทน การฟ้องคดีเกี่ยวกับการเวนคืนและการรอนสิทธิ การจัดทำคำอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดแนวเขต การฟ้องเพิกถอนประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การฟ้องเรียกค่าทดแทน ทนายความคดีโครงข่ายไฟฟ้า 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ ตัดตอนระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ปลวกแดง – วังน้อย ลงที่สถานีไฟฟ้าย่อยพนมสารคาม

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ ตัดตอนระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ปลวกแดง – วังน้อย ลงที่สถานีไฟฟ้าย่อยพนมสารคาม

สรุปสาระสำคัญของประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ ตัดตอนระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ปลวกแดง – วังน้อย ลงที่สถานีไฟฟ้าย่อยพนมสารคาม

  • เรื่อง: ประกาศนี้เป็นการกำหนดเขตแนวเส้นทางสำหรับโครงการก่อสร้างระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ โดยเป็นการตัดตอนสายส่งจากปลวกแดง-วังน้อย ลงสู่สถานีไฟฟ้าย่อยพนมสารคาม

  • วัตถุประสงค์: เพื่อรองรับการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ และเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง

  • แนวเขต: กำหนดให้พื้นที่ตามแนวเส้นทางใหม่เป็นเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า

  • ข้อมูลเส้นทาง: มีระยะทางรวมประมาณ 737.77 เมตร และพาดผ่านพื้นที่ตำบลเกาะขนุนและตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

  • ความกว้างของเขต: มีความกว้าง 50.00 เมตร โดยวัดจากแนวศูนย์กลางของเสาไฟฟ้าออกไปทางทิศใต้ (ด้านซ้าย) 30.00 เมตร และทางทิศเหนือ (ด้านขวา) 20.00 เมตร

  • อำนาจของ กฟผ.: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีอำนาจในการวางระบบโครงข่ายไฟฟ้าบนที่ดินของรัฐหรือเอกชน รวมถึงการปักเสา, รื้อถอนอาคาร, สิ่งปลูกสร้าง หรือตัดฟันต้นไม้ในเขตที่กำหนด

  • การจ่ายค่าทดแทน: คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะพิจารณากำหนดราคาที่ดินและทรัพย์สินเพื่อใช้ในการจ่ายค่าทดแทนที่เป็นธรรมให้กับเจ้าของทรัพย์สิน

  • สิทธิในการอุทธรณ์: เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อ กกพ. ได้ภายใน 30 วัน หากไม่เห็นด้วยกับจำนวนค่าทดแทนหรือการดำเนินการ

  • กรรมสิทธิ์ในที่ดิน: การประกาศนี้ไม่กระทบต่อกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเจ้าของเดิม แต่เจ้าของต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เช่น ห้ามสร้างสิ่งที่จะก่อให้เกิดอันตรายในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า

  • วันที่ประกาศ: ประกาศ ณ วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า ที่ดินอยู่ในแนวเขตสายไฟฟ้า การฟ้องเรียกค่าทดแทนเพิ่ม การอุทธรณ์เงินค่าทดแทน การฟ้องคดีเกี่ยวกับการเวนคืนและการรอนสิทธิ การจัดทำคำอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดแนวเขต การฟ้องเพิกถอนประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การฟ้องเรียกค่าทดแทน ทนายความคดีโครงข่ายไฟฟ้า 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ นครราชสีมา 4 – นครราชสีมา 3

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ นครราชสีมา 4 – นครราชสีมา 3

สรุปสาระสำคัญของประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ นครราชสีมา 4 – นครราชสีมา 3

  • เรื่อง: ประกาศนี้เป็นการกำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ สำหรับเส้นทางจากนครราชสีมา 4 ถึงนครราชสีมา 3

  • วัตถุประสงค์: เพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงและเสริมความมั่นคงของระบบส่งไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคเหนือตอนล่าง, ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร

  • แนวเขตใหม่: กำหนดให้พื้นที่ตามแนวเส้นทางใหม่เป็นเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าถาวร

  • ข้อมูลเส้นทาง: มีระยะทางรวมประมาณ 2.35 กิโลเมตร และพาดผ่านท้องที่ตำบลโคกไทย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

  • ความกว้าง: เขตระบบโครงข่ายไฟฟ้ามีความกว้าง 40.00 เมตร โดยวัดจากแนวศูนย์กลางของเสาไฟฟ้าออกไปด้านละ 20.00 เมตร

  • อำนาจของ กฟผ.: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีอำนาจในการวางระบบโครงข่ายไฟฟ้าบน, ใต้, ตาม หรือข้ามระบบโครงข่ายพลังงานของผู้รับใบอนุญาตรายอื่น, ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือพื้นดินของบุคคลใด กฟผ. ยังสามารถปักเสาหรืออุปกรณ์อื่น, รื้อถอนอาคาร, โรงเรือน หรือตัดฟันต้นไม้, กิ่ง, ราก หรือพืชผลในเขตที่กำหนดได้ด้วย

  • การจ่ายค่าทดแทน: คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะพิจารณากำหนดราคาที่ดินและทรัพย์สินเพื่อใช้ในการจ่ายค่าทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมให้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า

  • สิทธิในการอุทธรณ์: เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ กกพ. ได้ภายใน 30 วัน หากไม่เห็นด้วยกับจำนวนค่าทดแทนหรือการดำเนินการของ กฟผ.

  • กรรมสิทธิ์ในที่ดิน: การประกาศนี้ไม่กระทบต่อกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินตามกฎหมายของเจ้าของเดิม อย่างไรก็ตาม เจ้าของต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด เช่น ห้ามปลูกสร้างอาคาร, โรงเรือน หรือสิ่งอื่นใดที่อาจทำให้เกิดอันตรายหรือเป็นอุปสรรคในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า

  • วันที่ประกาศ: ประกาศ ณ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า ที่ดินอยู่ในแนวเขตสายไฟฟ้า การฟ้องเรียกค่าทดแทนเพิ่ม การอุทธรณ์เงินค่าทดแทน การฟ้องคดีเกี่ยวกับการเวนคืนและการรอนสิทธิ การจัดทำคำอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดแนวเขต การฟ้องเพิกถอนประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การฟ้องเรียกค่าทดแทน ทนายความคดีโครงข่ายไฟฟ้า 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
โทร. 063-6364547

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ชัยภูมิ 2 – นครราชสีมา 4

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ชัยภูมิ 2 – นครราชสีมา 4

สรุปสาระสำคัญของประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่อง กำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์ ชัยภูมิ 2 – นครราชสีมา 4

  • เรื่อง: ประกาศนี้เป็นการกำหนดเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ สำหรับเส้นทางจากชัยภูมิ 2 ถึงนครราชสีมา 4

  • วัตถุประสงค์: เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคเหนือตอนล่าง, ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร

  • แนวเขตใหม่: กำหนดให้พื้นที่ตามแนวเส้นทางใหม่นี้เป็นเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าถาวร

  • ข้อมูลเส้นทาง: มีระยะทางรวมประมาณ 142.64 กิโลเมตร พาดผ่าน 30 ตำบล ใน 10 อำเภอ ของ 2 จังหวัด คือ จังหวัดชัยภูมิและจังหวัดนครราชสีมา

  • ความกว้าง: เขตระบบโครงข่ายไฟฟ้ามีความกว้าง 60.00 เมตร โดยวัดจากแนวศูนย์กลางของเสาไฟฟ้าออกไปด้านละ 30.00 เมตร

  • การจ่ายค่าทดแทน: คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะพิจารณากำหนดราคาที่ดินและทรัพย์สินเพื่อใช้ในการจ่ายค่าทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรมให้กับเจ้าของทรัพย์สินในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า

  • สิทธิในการอุทธรณ์: เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อ กกพ. ได้ภายใน 30 วัน หากไม่เห็นด้วยกับจำนวนค่าทดแทนหรือการดำเนินการของ กฟผ.

  • กรรมสิทธิ์ในที่ดิน: การประกาศนี้ไม่กระทบต่อกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินตามกฎหมายของเจ้าของเดิม แต่เจ้าของต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เช่น ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างที่อาจเป็นอันตรายในเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า

  • วันที่ประกาศ: ประกาศ ณ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2568

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า ที่ดินอยู่ในแนวเขตสายไฟฟ้า การฟ้องเรียกค่าทดแทนเพิ่ม การอุทธรณ์เงินค่าทดแทน การฟ้องคดีเกี่ยวกับการเวนคืนและการรอนสิทธิ การจัดทำคำอุทธรณ์คัดค้านการกำหนดแนวเขต การฟ้องเพิกถอนประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน การฟ้องเรียกค่าทดแทน ทนายความคดีโครงข่ายไฟฟ้า 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
โทร. 063-6364547

การกำหนดค่าทดแทนกรณีที่ดินราคาตกทั้งแปลงเพราะสายไฟฟ้าแรงสูง

การกำหนดค่าทดแทนกรณีที่ดินราคาตกทั้งแปลงเพราะสายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

พระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511

เมื่อที่ดินซึ่งเป็นหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญที่มีแนวโน้มราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกาลเวลา แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากที่ดินอันเป็นทรัพย์สินล้ำค่าของคุณต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น มีสายส่งไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่านกลางที่ดินของคุณ ทำให้ที่ดินนั้นถูกจำกัดการใช้ประโยชน์อย่างหนัก และมูลค่าลดลงทั้งแปลง แม้ว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินจะยังคงเป็นของคุณอยู่ก็ตาม เรื่องเด่นคดีปกครองกับทนายพฤกษ์คดีปกครอง ในตอนนี้นำเสนอถึงข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เมื่อเจ้าของที่ดินรายหนึ่งรู้สึกว่าค่าทดแทนที่ได้รับไม่เป็นธรรมและไม่สะท้อนถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จึงตัดสินใจนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครอง เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิอันพึงได้จากผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันนี้

ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า หน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งได้ดำเนินโครงการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 กิโลโวลต์ ซึ่งมีแนวสายไฟฟ้าพาดผ่านกลางที่ดินแปลงใหญ่เนื้อที่กว่า 14 ไร่ โดยที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินทั้งหมดประมาณ 58 ไร่ของเจ้าของที่ดิน หน่วยงานรัฐได้จ่ายค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่ถูกพาดผ่าน โดยอ้างอิงหลักการเดียวกับกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกำหนดอัตราการจ่ายค่าทดแทนเป็นร้อยละของราคาที่ดินตามประเภทการใช้ประโยชน์ เช่น ที่ตั้งเสาไฟฟ้าได้ 100% ที่พักอาศัย 90% และที่นาหรือที่ว่างเปล่าได้ 50% โดยใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมธนารักษ์เป็นเกณฑ์กำหนดค่าทดแทน ในกรณีนี้ เจ้าของที่ดินได้รับค่าทดแทนรวมเป็นเงิน 382,735 บาท แต่เจ้าของที่ดินเห็นว่าค่าทดแทนที่ได้รับไม่เป็นธรรมและไม่สะท้อนถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากที่ดินทั้งแปลงได้รับผลกระทบและมูลค่าลดลงอย่างมาก จึงได้อุทธรณ์ขอให้จ่ายค่าทดแทนเพิ่มขึ้นในราคาต่อไร่เท่ากันทั้งแปลง แต่หน่วยงานรัฐปฏิเสธการจ่ายเพิ่มเติม ทำให้เจ้าของที่ดินต้องนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลปกครอง

ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การกำหนดค่าทดแทนที่ดินเดิมยังไม่เหมาะสมและเป็นธรรม เนื่องจากสภาพทำเลที่ตั้งของที่ดินนั้นมีศักยภาพสูงกว่าที่ได้รับการประเมิน โดยที่ดินติดทางสาธารณประโยชน์มากกว่าหนึ่งด้าน นอกจากนี้ ที่ดินทั้งแปลงมีขนาดใหญ่ และการที่สายส่งไฟฟ้าพาดผ่านเฉียงจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ที่ดินถูกแบ่งออกเป็นสองแปลง และที่ดินในส่วนที่เหลือบางส่วน โดยเฉพาะด้านทิศเหนือที่มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียวยาว ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่และไม่เหมาะสมสำหรับการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย หรือสิ่งปลูกสร้างบางประเภทอย่างยิ่ง ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า ที่ดินแปลงนี้มีด้านหน้ากว้างติดทางสาธารณประโยชน์ และมีศักยภาพสูงในการพัฒนาทั้งเชิงอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม การมีโครงข่ายไฟฟ้าและเสาไฟฟ้าตั้งอยู่บนที่ดิน จึงเป็นการจำกัดการใช้ประโยชน์อย่างมากและก่อให้เกิดความเสียหายต่อมูลค่าของที่ดินทั้งแปลงอย่างไม่มีกำหนดเวลา แม้จะไม่ได้เป็นการพรากกรรมสิทธิ์ไปจากเจ้าของที่ดิน แต่ก็ถือเป็นความเสียหายที่เกินกว่าปกติ เพื่อความเป็นธรรม ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษาให้หน่วยงานรัฐต้องจ่ายค่าทดแทนสำหรับที่ดินในส่วนที่ถูกเขตเดินสายไฟฟ้า เนื้อที่ 14 ไร่ 3 งาน 53.6 ตารางวา ในราคาเท่ากันทั้งแปลงตามราคาค่าทดแทนที่คณะกรรมการฯ กำหนดให้สูงสุด คือ ไร่ละ 80,000 บาท และกำหนดจ่ายในอัตราร้อยละ 90 ของราคาที่ดิน เว้นแต่ส่วนที่เป็นที่ตั้งเสาไฟฟ้า ให้จ่ายในอัตราร้อยละ 100 ซึ่งคำนวณเป็นเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้น 691,605 บาท จากเดิมที่ได้รับไปแล้ว 382,735 บาท

โดยสรุป คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ศาลปกครองสูงสุดได้วางหลักในการพิจารณากำหนดค่าทดแทนที่ดินในกรณีที่ที่ดินของเอกชนถูกเขตเดินสายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน ศาลได้เน้นย้ำว่าหน่วยงานผู้มีหน้าที่ต้องพิจารณาสภาพทำเลที่ตั้งที่แท้จริงของที่ดินและความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่การจ่ายค่าทดแทนเฉพาะส่วนที่ถูกพาดผ่าน แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ทำให้ที่ดินถูกแบ่งออกเป็นสองแปลง เกิดอุปสรรคและข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์อย่างถาวร รวมถึงการที่มูลค่าของที่ดินทั้งแปลงลดลงจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นความเสียหายที่เกินกว่าปกติ การวินิจฉัยของศาลในคดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการกำหนดค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่เจ้าของที่ดิน เพื่อให้ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

คำสำคัญ: คดีปกครอง, ค่าทดแทนที่ดิน, สายส่งไฟฟ้าแรงสูง, เขตเดินสายไฟฟ้า, มูลค่าที่ดินลดลง, การใช้ประโยชน์ที่ดิน, ความเสียหายเกินกว่าปกติ, ศาลปกครองสูงสุด

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 253/2565

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง

คำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินกรณีที่ดินทับเขตป่าไม้ถาวร

คำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินกรณีที่ดินทับเขตป่าไม้ถาวร

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

  1. กฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 (ข้อ 10(2), ข้อ 10(3), ข้อ 11, ข้อ 16)
  2. ระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497
  3. ประมวลกฎหมายที่ดิน (มาตรา 57 วรรคหนึ่ง, มาตรา 59, มาตรา 59 ทวิ)
  4. ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 (ข้อ 92)

เรื่องเด่นคดีปกครองกับทนายพฤกษ์คดีปกครองในตอนนี้เกี่ยวกับความเดือดร้อนของผู้ที่ต้องการออกโฉนดที่ดิน แต่กลับพบว่าที่ดินบางส่วนทับซ้อนกับแนวเขตป่าไม้ถาวร ทำให้เกิดคำถามว่าหน่วยงานใดมีอำนาจที่แท้จริงในการพิจารณาคำขอออกโฉนดที่ดินนี้ และการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ 

ข้อเท็จจริงคดีนี้ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดิน 2 แปลงที่ซื้อมาจากบุคคลอื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หลังจากการรังวัดพบว่าที่ดินมีการรุกล้ำหรือทับแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติและแนวเขตป่าไม้ถาวร จึงมีการตรวจสอบพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแจ้งว่าที่ดินบางส่วนอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดิน ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดในฐานะคณะกรรมการและเลขานุการ ได้ตรวจสอบหลักฐานเดิม เช่น ส.ค. 1 ที่ผู้ครอบครองเดิมเคยใช้เป็นหลักฐานในการขอออก น.ส. 3 ก. พบว่าที่ดินข้างเคียงแจ้งการครอบครองไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน มีร่องรอยการขูดลบสภาพที่ดิน และเมื่อตรวจสอบจากระวางรูปถ่ายทางอากาศในช่วงชั้นปีต่างๆ ก็พบว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวมีสภาพเป็นป่ารกทึบ ไม่ปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์ จึงเห็นว่าหลักฐาน ส.ค. 1 ไม่ใช่ที่ดินตามที่ผู้ขอนำมาใช้ประกอบการรังวัดเพื่อขอออก น.ส. 3 ก. ในขณะนั้น ซึ่งถือเป็นการรังวัดที่ดินโดยไม่มีหลักฐาน ทำให้หลักฐาน น.ส. 3 ก. ที่ผู้ฟ้องคดีนำมาใช้เป็นหลักฐานในการรังวัดเพื่อขอออกโฉนดที่ดินไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดจึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแต่ถูกยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาประเด็นสำคัญว่าการที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลเห็นว่าการออกโฉนดที่ดินทั่วไปเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด แต่สำหรับกรณีที่ที่ดินบางส่วนอยู่ในแนวเขตป่าไม้ถาวรนั้น กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องได้กำหนดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันออกไปตรวจพิสูจน์ที่ดิน และเมื่อตรวจพิสูจน์เสร็จแล้ว ให้เสนอความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่าสมควรออกโฉนดที่ดินให้ได้หรือไม่ เพียงใด ซึ่งถือเป็นรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินในเขตป่าไม้ถาวร และเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะต้องพิจารณาสั่งการ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดิน และคณะกรรมการได้ร่วมกันตรวจสอบที่ดินแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด (ในฐานะกรรมการและเลขานุการ) ได้ดำเนินการตรวจสอบหลักฐานเดิมและนำผลการตรวจสอบของตนมาพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินเอง โดยที่ยังมิได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดิน และผู้ว่าราชการจังหวัดยังมิได้มีการสั่งการ ตามที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดมีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นที่เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาท และให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป สำหรับประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าศาลปกครองชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าหลักฐานที่ผู้ฟ้องคดีอ้างเป็นเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่าการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเป็นดุลพินิจของผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบที่อาจส่งผลกระทบต่อป่าไม้ อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติ

โดยสรุป การดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องที่ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินที่เกี่ยวข้องกับเขตป่าไม้ถาวร จะต้องเป็นไปตามรูปแบบ ขั้นตอน และวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด แม้เจ้าพนักงานที่ดินจะมีอำนาจหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินทั่วไป แต่ในกรณีพิเศษที่ที่ดินทับซ้อนกับเขตป่าไม้ถาวร อำนาจในการพิจารณาและสั่งการขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด หลังจากผ่านกระบวนการตรวจพิสูจน์โดยคณะกรรมการร่วมกัน การดำเนินการที่ข้ามขั้นตอนสำคัญนี้ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจถูกเพิกถอนได้ในที่สุด เป็นการตอกย้ำถึงหลักกฎหมายปกครองที่เน้นความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง และการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิของประชาชนกับการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

คำสำคัญ: คดีปกครอง, ที่ดิน, โฉนดที่ดิน, ป่าไม้ถาวร, การยกเลิกคำขอ, อำนาจหน้าที่, ผู้ว่าราชการจังหวัด, เจ้าพนักงานที่ดิน, คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดิน, ขั้นตอนการปฏิบัติราชการ

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 837/2565

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง


https://www.youtube.com/watch?v=rRRRS6Vl3AU


คำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ออกโดยไม่มีอำนาจ

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

คำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่ออกโดยไม่มีอำนาจ ไม่มีผลบังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ

ละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ : คำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีรังวัดที่ดินไม่ถูกต้อง ทำให้ ส.ป.ก. ได้รับความเสียหายจากการถูกเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดิน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

  1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 420 และมาตรา 448 วรรคหนึ่ง)
  2. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (มาตรา 8 วรรคหนึ่ง มาตรา 10 วรรคสอง และมาตรา 12)

คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า : ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากกรมที่ดินและสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด กรณีอธิบดีกรมที่ดินมีคำสั่งแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ในหนังสืรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) โดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ มีความเห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้ทำการรังวัดตรวจสอบที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายและประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้ ส.ป.ก. ผู้ซื้อที่ดินได้รับความเสียหาย และได้รายงานผลการสอบสวนให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบว่าผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิดและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ผู้ถูกฟ้องคดียังไม่ทราบจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ต่อมา คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้ทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามความเห็นของกระทรวงการคลังและรายงานค่าเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้เป็นเงินจำนวน 4,045,034 บาท ซึ่งแม้ข้อเท็จจริงจะไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้เห็นชอบกับรายงานดังกล่าวเมื่อใด แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต่อกระทรวงการคลัง กรณีจึงถือว่าวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 เป็นวันอย่างช้าที่สุดที่ผู้ถูกฟ้องคดีรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งหน่วยงานจะต้องใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายในกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันดังกล่าว ตามมาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แต่เนื่องจากในเรื่องนี้กรมที่ดินและ ส.ป.ก. ได้มอบอำนาจให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเฉพาะการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ เท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ 16 มิถุนายน 2552 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ และไม่มีผลเป็นการบังคับให้ผู้ฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ และแม้ต่อมาเลขาธิการ ส.ป.ก. จะได้มีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติราชการแทนในการออกคำสั่งเรียกเงินหรือรับเงินค่าสินไหมทดแทน และผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน รวมทั้งมีหนังสือลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 แจ้งคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทราบ แต่เมื่อกรณีนี้ถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าหน้าที่ผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างช้าที่สุดในวันที่ 1 พฤษภาคม 2550 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 10 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ แล้ว

ประกอบกับในกรณีนี้ อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 เพิกถอนหรือแก้ไขแผนที่และเนื้อที่ใน น.ส. 3 ก. แปลงพิพาท และได้แจ้งคำสั่งให้ ส.ป.ก. ทราบ จึงต้องถือว่าวันที่ ส.ป.ก. ได้รับความเสียหาย คือวันที่ ส.ป.ก. ได้รับแจ้งคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งแม้ไม่ปรากฏว่า ส.ป.ก. ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวในวันใด แต่เมื่ออธิบดีกรมที่ดินได้ลงนามในคำสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขแผนที่และเนื้อที่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557 จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อพ้นกำหนดอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น คำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งไม่อาจนำอายุความทางอาญามาบังคับใช้กับการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของผู้ฟ้องคดีในคดีนี้ได้ เนื่องจากไม่ปรากฏว่าได้มีการแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญา กับผู้ฟ้องคดีหรือได้มีคำพิพากษาว่าผู้ฟ้องคดีมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

โดยสรุป เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับมอบอำนาจจากกรมที่ดิน และ ส.ป.ก. ให้มีอำนาจเฉพาะการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ และไม่มีผลบังคับให้ผู้ฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทางราชการ แม้ต่อมาเลขาธิการ ส.ป.ก. จะมีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติราชการแทนในการออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วก็ตาม แต่เมื่อกรณีนี้ถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้รู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้พึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดต่อกระทรวงการคลัง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันดังกล่าว จึงเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเมื่อพ้นอายุความตามมาตรา 10 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

คำสำคัญ: คำสั่งให้ชดใช้เงิน/ละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ/รังวัดที่ดิน/ส.ป.ก./ออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ/อายุความการใช้สิทธิเรียกร้อง/อายุความสองปี/อายุความสิบปี/อายุความทางอาญา

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 753/2566

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง


https://youtu.be/jFJ-yhBP_hI


การเลิกจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจ กรณีผลการปฏิบัติงานไม่ผ่านเกณฑ์

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

การเลิกจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจ กรณีผลการปฏิบัติงานไม่ผ่านเกณฑ์

สัญญาทางปกครอง : สัญญาจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจ

คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า : นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการ มีกำหนดระยะการจ้าง 4 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2559 ต่อมา ในรอบการประเมินผลการปฏิบัติงานพนักงานจ้างประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2556 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2557 และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2557 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เห็นชอบตามที่ผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีได้ประเมินการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีที่ปรากฏผลการประเมินต้องปรับปรุง และเมื่อผู้ฟ้องคดีมีค่าเฉลี่ยของผลการประเมินติดต่อกัน 2 ครั้ง ต่ำกว่าระดับดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีคำสั่งลงวันที่ 14 ตุลาคม 2557 เลิกจ้างผู้ฟ้องคดี ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2557 เป็นต้นไป ส่วนผู้ฟ้องคดีนั้น ได้มีหนังสือลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2557 ร้องทุกข์ต่อประธานคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครศรีธรรมราช (ก.อบต. จังหวัดนครศรีธรรมราช) กรณีไม่มอบหมายงานและไม่จ่ายเงินเดือนแก่ผู้ฟ้องคดี โดยในระหว่างการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ยังไม่แล้วเสร็จ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 22 ตุลาคม 2557 ขอความเห็นชอบเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีต่อ ก.อบต. จังหวัดนครศรีธรรมราช

เมื่อกรณียังไม่ปรากฏว่า ก.อบต. จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบในการเลิกจ้างแล้วแต่อย่างใด ประกอบกับเรื่องร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่สั่งให้ผู้บังคับบัญชามอบหมายงานแก่ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้รับการวินิจฉัย กรณีจึงต้องถือว่ายังไม่มีการเห็นชอบในการเลิกจ้าง อันเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามข้อ 43 ของประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่อง หลักเกณฑ์เกี่ยวกับพนักงานจ้าง ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีจึงไม่ชอบด้วยสัญญาจ้างองค์การบริหารส่วนตำบล (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) จึงเป็นผู้ประพฤติผิดสัญญาต่อผู้ฟ้องคดีเสียเอง

อย่างไรก็ตาม สัญญาจ้างดังกล่าวได้สิ้นสุดลงไปด้วยระยะเวลาตามสัญญาจ้างแล้ว ศาลจึงไม่จำต้องกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ส่วนการต่อสัญญานั้น เมื่อ ก.อบต. จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังมิได้มีมติว่าการเลิกจ้างไม่ชอบหรือชอบแล้ว ศาลจึงไม่อาจก้าวล่วงไปพิจารณาต่อสัญญาจ้างดังกล่าวออกไปได้

โดยสรุป แม้พนักงานจ้างตามภารกิจจะมีค่าเฉลี่ยของผลการประเมินติดต่อกัน 2 ครั้ง ต่ำกว่าระดับดีก็ตาม แต่การที่นายก อบต. มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานจ้างดังกล่าว ทั้งที่พนักงานจ้างนั้นได้มีหนังสือร้องทุกข์ต่อ ก.อบต. จังหวัด กรณีไม่ได้รับการมอบหมายงานและไม่มีการจ่ายเงินเดือน ซึ่งการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ยังไม่แล้วเสร็จ อีกทั้ง นายก อบต. ยังได้มีหนังสือขอความเห็นชอบการเลิกจ้าง ต่อ ก.อบต. จังหวัด เป็นการย้อนหลัง โดยยังไม่ปรากฏว่า ก.อบต. จังหวัด ได้ให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบในการเลิกจ้างแล้วแต่อย่างใด จึงต้องถือว่ายังไม่มีการเห็นชอบในการเลิกจ้าง อันเป็นการไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อสัญญาและกฎหมาย ดังนั้น การที่นายก อบต. ได้มีคำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยสัญญาจ้างและกฎหมาย

คำสำคัญ: สัญญาจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจ/องค์การบริหารส่วนตำบล/การเลิกจ้าง/การประเมินผลการปฏิบัติงานไม่ผ่านเกณฑ์/ประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพนักงานจ้าง

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 80/2566

ที่มา : สสค.

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง
– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง ทนายความคดีปกครอง


https://youtu.be/K0axG9wXhn0