เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง ตอนที่ 2

เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง ตอนที่ 2

เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง ตอนที่ 2

เงื่อนไขในการฟ้องคดีปกครองนั้น เป็นสาระสำคัญที่ศาลปกครองต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่า คดีที่ฟ้องต่อศาลปกครองนั้น ศาลจะสามารถรับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณาได้หรือไม่  ซึ่งจากเงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง ตอนที่ 1 ที่ได้กล่าวถึงในเรื่องของคำฟ้องที่ต้องมีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด การเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง และการดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดแล้ว ยังมีเงื่อนไขในการฟ้องคดีปกครอง ดังต่อไปนี้

4. ต้องฟ้องคดีภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

4.1 ระยะเวลาการฟ้องขอให้เพิกถอนกฎ คำสั่งทางปกครอง ขอให้ศาลสั่งห้ามการกระทำทางปกครองอื่น

– การฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ม.49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ

4.2 ระยะเวลาในการฟ้องคดีขอให้ศาลสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลกำหนด

– การฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

4.3 ระยะเวลาในการฟ้องคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

– การฟ้องคดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี

4.4 ระยะเวลาในการฟ้องคดีเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ

– การฟ้องคดีเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐให้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี

4.5 ระยะเวลาในการฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

– การฟ้องคดีเกี่ยวกับความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐให้ฟ้องภายใน 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี

4.6 ระยะเวลาในการฟ้องคดีเกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือสถานะของบุคคล

– การฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ หรือสถานะของบุคคล จะยื่นฟ้องเมื่อใดก็ได้

4.7 ระยะเวลาในการฟ้องคดีในกรณีที่จะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่น

– การฟ้องคดีปกครองที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีแล้ว ถ้าศาลปกครองเห็นว่า คดีที่ยื่นฟ้องนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่นโดยศาลเห็นเองหรือคู่กรณีมีคำขอ ศาลจะรับไว้พิจารณาก็ได้

อ่านต่อ : เงื่อนไขเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง

5. ค่าธรรมเนียมศาล

การฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้นโดยหลักแล้วไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เว้นแต่เป็นการการฟ้องขอให้สั่งให้ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สินอันสืบเนื่องจากคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) หรือ (4)  ซึ่งการฟ้องคดีดังกล่าวต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้อง

6. ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถตามกฎหมาย

– การฟ้องคดีต่อศาลปกครองผู้ฟ้องคดีต้องมีความสามารถในการใช้สิทธิ (ข้อ 26 ระเบียบที่ประชุมใหญ่ฯ)

– ผู้เยาว์ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี บริบูรณ์ ศาลอาจอนุญาตให้ฟ้องคดีปกครองด้วยตัวเองได้ ถ้าศาลเห็นสมควร (ข้อ 27 ระเบียบที่ประชุมใหญ่ฯ)         

7. ต้องไม่เป็นการฟ้องซ้อน ฟ้องซ้ำ ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

ในการฟ้องซ้อนนั้น เป็นกรณีที่นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล ห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดียื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือต่อศาลอื่นอีก หากผู้ฟ้องคดียื่นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันนั้น จะเป็นกรณีการฟ้องซ้อน เช่นเดียวกับในกรณีการฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ กล่าวคือ เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง 

 

เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง ตอนที่ 1

เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง ตอนที่ 1

เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง ตอนที่ 1

ในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้น นอกเหนือจากการพิจารณาว่าคดีนั้นอยู่ในอำนาจของศาลปกครองแล้ว สิ่งสำคัญประการต่อมาที่ต้องพิจารณา ก็คือเรื่องเงื่อนไขเกี่ยวกับการฟ้องคดีปกครอง โดยเงื่อนไขการฟ้องคดีปกครองนั้น เป็นสาระสำคัญที่ศาลปกครองต้องพิจารณาในเบื้องต้นว่า คดีที่ฟ้องต่อศาลปกครองนั้น ศาลจะสามารถรับคำฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณาได้หรือไม่ ซึ่งเงื่อนไขในการฟ้องคดีมีดังต่อไปนี้

1. คำฟ้องที่ยื่นต่อศาลปกครอง

คำฟ้องที่ยื่นต่อศาลนั้นแม้กฎหมายจะมิได้กำหนดแบบของคำฟ้องไว้ แต่ก็ต้องมีรายการตามที่กฎหมายกำหนด โดยลักษณะของคำฟ้องนั้น ต้องทำเป็นหนังสือ ใช้ถ้อยคำสุภาพและอย่างน้อยต้องมีรายการ

1.1 ชื่อที่อยู่ของผู้ฟ้องคดี

1.2 ชื่อผู้ถูกฟ้องคดี (หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ)

1.3 การกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี พร้อมข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์

1.4 คำขอของผู้ฟ้องคดี โดยต้องเป็นคำขอที่ศาลออกคำบังคับให้ได้

1.5 ลายมือชื่อของผู้ฟ้องคดี

2. ต้องเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี

2.1 ผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสีย หรือเป็นผู้เสียหายในคดีที่ฟ้องนั้น โดยผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีแยกเป็น 2 ประเภท คือ

– คดีฟ้องเพิกถอนกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือละเลยล่าช้า ใช้หลักผู้เสียหายอย่างกว้างคือ เพียงได้รับความกระทบกระเทือนจากการกระทำนั้น ก็ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย

– คดีละเมิดหรือสัญญาทางปกครอง ใช้หลักผู้เสียหายอย่างแคบ คือ ต้องถูกโต้แย้งสิทธิในเรื่องที่จะฟ้องนั้น โดยต้องเป็นคู่สัญญาหรือผู้ถูกกระทำละเมิดโดยตรง นอกจากเป็นคู่สัญญาแล้วยังต้องถูกโต้แย้งสิทธิแล้วเท่านั้น

2.2 ผู้ตรวจการแผ่นดิน

อ่านต่อ : เงื่อนไขการเป็นผู้เดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายในคดีปกครอง

3. ต้องดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดแล้ว

3.1 กรณีมีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายเฉพาะกำหนด

3.2 กรณีไม่มีกฎหมายกาหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะ ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมายทั่วไป ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

อ่านต่อ : เงื่อนไขเกี่ยวกับการดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดก่อนการฟ้องคดีปกครอง

ข้อยกเว้นไม่ต้องอุทธรณ์ต่อฝ่ายปกครองก่อนฟ้องคดี

(1) กรณีฟ้องเพิกถอน กฎ

(2) คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยรัฐมนตรี (มาตรา 44 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539)

(3) คำสั่งทางปกครองของบรรดาคณะกรรมการต่างๆ ไม่ว่าจะจัดตั้ง ขึ้นตามกฎหมายหรือไม่ (มาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539)

(4) ไม่ใช่คู่กรณี (มาตรา 44 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง ปกครอง พ.ศ. 2539)

(5) คำสั่งทั่วไป หรือคำสั่งอื่น

(6) คำสั่งที่มีลักษณะที่ผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง ซึ่งถือ เสมือนว่าไม่มีการออกคำสั่งทางปกครอง

(7) คำสั่งทางปกครองที่ระบุให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้โดยไม่ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเสียก่อน

(8) กรณีมีกฎหมายเฉพาะกำหนดให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้โดยไม่ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเสียก่อน

(9) กรณีที่กฎหมายกำหนดให้คาสั่งทางปกครองใดให้เป็นที่สุด คู่กรณีไม่ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

(10) กรณีการฟ้องละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองไม่ต้อง อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว

เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครองยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้นะครับทนายความคดีปกครอง ที่ปรึกษาคดีปกครองขออนุญาตกล่าวต่อในตอนต่อไป เพราะในเรื่องเงื่อนไขการฟ้องคดีปกครองนี้ถือว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่งครับ โดยในการพิจารณามีคำสั่งรับคำฟ้องของศาลปกครองนั้นก็ต้องพิจารณาในเรื่องเงื่อนไขการฟ้องคดีปกครองว่าคดีนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขการฟ้องคดีที่ศาลจะสามารถมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้หรือไม่ 

เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง ตอนที่ 2

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง 

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลชะมาย และตำบลปากแพรก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2564

พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ในท้องที่ตำบลชะมาย และตำบลปากแพรก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2564

ทนายความคดีเวนคืน พร้อมให้คำปรึกษาคดีเกี่ยวกับการเวนคืน ปรึกษาคดี โทร. 063-6364547

ทนายความคดีเวนคืน (75)

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องสร้างทางหลวงชนบท สายเชื่อมระหว่างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4110 กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 403 ในท้องที่ตำบลชะมาย และตำบลปากแพรก อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่ออำนวยความสะดวกและความรวดเร็วแก่การจราจรและการขนส่งอันเป็นกิจการสาธารณูปโภค สมควรกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในท้องที่ดังกล่าว เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีสิทธิเข้าไปทำการสำรวจเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องได้มาโดยแน่ชัด จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ทนายความคดีปกครอง

ตัวอย่างคดีที่ฟ้องต่อศาลปกครอง ตอนที่ 2

ตัวอย่างคดีที่ฟ้องต่อศาลปกครอง ตอนที่ 2

ตัวอย่างคดีที่ฟ้องต่อศาลปกครอง ตอนที่ 2

ทนายความคดีปกครอง ที่ปรึกษาคดีปกครอง

ประเภทของคดีปกครองที่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง จากตอนที่แล้วที่ได้กล่าวถึงประเภทของคดีปกครองมานั้น เรายังสามารถแบ่งประเภทคดีปกครอง โดยแยกย่อยออกตามลักษณะของประเภทคดีได้ ดังนี้

8. คดีปกครองที่เกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญ สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ เช่น

– คดีเกี่ยวกับสิทธิในการรับเงินบำเหน็จบำนาญ

– คดีเกี่ยวกับค่าเช่าบ้านข้าราชการ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ การจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ สวัสดิการเกี่ยวกับการช่วยเหลือบุตร สวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาบุตร สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หรือการจ่ายเงินค่าตอบแทนหรือสวัสดิการอื่นๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

9. คดีปกครองที่เกี่ยวกับการคมนาคมและขนส่ง เช่น

– คดีเกี่ยวกับงานทะเบียนของกรมการขนส่งทางบก

– คดีเกี่ยวกับการกำหนดเส้นทางการเดินรถโดยสารและการกำหนดอัตราค่าโดยสาร

10. คดีปกครองที่เกี่ยวกับการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น

– คดีเกี่ยวกับการพิจารณาคำขอสัญชาติและคำขออนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรไทยของคนต่างด้าว

– คดีเกี่ยวกับคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้บริหารราชการส่วนท้องถิ่น

11. คดีปกครองที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการและเหตุเดือดร้อนรำคาญ เช่น

– คดีเกี่ยวกับการพิจารณาคำขอดำเนินการและการควบคุมการประกอบกิจการต่างๆ

– คดีเกี่ยวกับการพิจารณาของหน่วยงานเมื่อได้มีการร้องเรียนถึงเหตุเดือดร้อนรำคาญในการประกอบกิจการ

12. คดีปกครองที่เกี่ยวกับการศึกษา เช่น

– คดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจของหน่วยงานหรือเจ้าหนาที่ในการคัดเลือกหรือรับนักเรียนเข้าศึกษาในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาหรือการกำหนดหลักสูตรหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการศึกษา

13. คดีปกครองที่เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ เช่น

– คดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจของหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงการใช้อำนาจของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโททัศน์แห่งชาติ (กสช.) หรือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เช่น การพิจารณาอนุญาต การจัดสรรคลื่นความถี่ของวิทยุหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่

14. คดีปกครองเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและวินัย เช่น

– คดีเกี่ยวกับคำสั่งย้ายข้าราชการ คำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือน

– คดีเกี่ยวกับคำสั่งให้ออกจากราชการ

– คดีเกี่ยวกับการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัย

– คดีเกี่ยวกับการฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ

สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับประเภทของคดีปกครองที่นำมายกตัวอย่างเหล่านี้ เพื่อที่ท่านผู้อ่านบางท่าน หากเกิดกรณีหรือมีข้อพิพาทลักษณะดังกล่าวนี้แล้ว จะได้ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ในการนำคดีสู่ศาลได้ถูกต้อง 

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

ตัวอย่างคดีที่ฟ้องต่อศาลปกครอง ตอนที่ 1

ตัวอย่างคดีที่ฟ้องต่อศาลปกครอง ตอนที่ 1

ตัวอย่างคดีที่ฟ้องต่อศาลปกครอง ตอนที่ 1

ทนายความคดีปกครอง ที่ปรึกษาคดีปกครอง

ประเภทของคดีปกครองที่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้นั้น นอกเหนือจากคดีเพิกถอนกฎหรือคำสั่ง คดีเวนคืน หรือคดีสัญญาทางปกครอง แล้ว ยังสามารถพิจารณาโดยจำแนกประเภทของคดีปกครองออกเป็นประเภทต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้

1. คดีปกครองที่เกี่ยวกับการเวนคืน หรือการรอนสิทธิ์ เช่น

– คดีที่เกี่ยวกับการพิจารณากำหนดค่าทดแทนจากการเวนคืน ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เช่น การกำหนดค่าทดแทนการเวนคืน ไม่ว่าจะเป็นค่าทดแทนที่ดิน ค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้าง หรือค่าทดแทนต้นไม้ที่กำหนดให้โดยไม่เหมาะสม

– คดีที่เกี่ยวกับการกำหนดแนวเขตและการพิจารณากำหนดค่าทดแทนความเสียหายอันเกิดจากการที่ทำให้ที่ดินของเอกชนตกอยู่ในสภาพอันไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เช่น อยู่ในแนวเขตระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรืออยู่ในแนวเขตท่อก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเจ้าของไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนได้อย่างเต็มที่

2. คดีปกครองที่เกี่ยวกับที่ดิน เช่น

– คดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน

– คดีฟ้องสำนักงานที่ดินจังหวัดว่าละเลยต่อหน้าที่ในการพิจารณาคำขอออกโฉนดที่ดิน

– คดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการการเช่านา

– คดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ได้ยื่นขอไว้

3. คดีปกครองที่เกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด เช่น

– คดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทำละเมิดต่อเอกชน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทำละเมิดต่อหน่วยงาน เช่น ก่อสร้างถนน ถมที่ดิน ตอกเสาเข็ม สร้างทาง รุกล้ำที่ดินของเอกชนและก่อให้เกิดความเสียหาย

– คดีเกี่ยวกับคำสั่งของหน่วยงานที่เรียกให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

4. คดีปกครองที่เกี่ยวกับการควบคุมอาคารและการผังเมือง เช่น

– คดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นกรณีการออกคำสั่งต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายกฎหมายควบคุมอาคาร

– คดีฟ้องเจ้าพนักงานท้องถิ่นกรณีละเลยไม่ดำเนินการกับอาคารที่ก่อสร้างผิดกฎหมายควบคุมอาคาร

– คดีฟ้องเกี่ยวกับการวางผังเมืองตามกฎหมายผังเมือง

5. คดีปกครองที่เกี่ยวกับการจัดสรรที่ดินและอาคารชุด เช่น

– คดีฟ้องขอให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินหรือฟ้องว่าคณะกรรมการจัดสรรที่ดินละเลยไม่ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน

– คดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินที่รับจดทะเบียนแต่งตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด

6. คดีปกครองที่เกี่ยวกับการพัสดุและสัญญาทางปกครอง เช่น

– คดีที่เกี่ยวกับสัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ อันลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง เช่น สัญญารับทุนการศึกษา สัญญาจ้างก่อสร้าง สัญญาปรับปรุงภูมิทัศน์

– คดีที่เกี่ยวกับการดำเนินการจัดทำ การซื้อ การจ้าง การแลกเปลี่ยน การเช่า การควบคุม การจำหน่าย รวมถึงการตัดสิทธิการเข้าร่วมดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุฯ และระเบียบของหน่วยงานทางปกครองเกี่ยวกับการพัสดุ

    – คดีที่เกี่ยวกับการริบหลักประกันซองของผู้เข้าร่วมการเสนอราคา

7. คดีปกครองที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของราชการ เช่น

– คดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทบสิทธิของราษฎรในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ

– คดีเกี่ยวกับการใช้อำนาจของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับงานทะเบียนบุคคล เช่น การใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนต่างด้าว หรือกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว หรืองานทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องจักรหรือกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน

นอกเหนือจากประเภทคดีที่กล่าวมาแล้ว ยังมีประเภทคดีปกครองอื่นๆ ที่ฟ้องต่อศาลปกครอง โดยจะขอยกไปกล่าวถึงในตอนที่ 2 โดยสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับประเภทของคดีปกครองที่นำมายกตัวอย่างเหล่านี้ เพื่อที่ท่านผู้อ่านบางท่าน หากเกิดกรณีหรือมีข้อพิพาทลักษณะดังกล่าวนี้แล้ว จะได้ทราบถึงสิทธิและหน้าที่ในการนำคดีสู่ศาลได้ถูกต้อง 

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

ทนายความคดีปกครอง ที่ปรึกษาคดีปกครอง สำหรับคดีที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติประเภทของคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ในมาตรา 9 วรรคหนึ่ง และคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองสูงสุดในมาตรา 11

คดีที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองชั้นต้น ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แบ่งได้เป็น 6 ประเภทคดี ได้แก่

1. คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1))

คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ ซึ่งอาจแบ่งพิจารณาได้ 3 ประเภท คือ

  • คดีพิพาทอันเกิดจากการออกกฎโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ได้ให้ความหมายของ “กฎ” ไว้ว่า “กฎ” หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลโดยเป็นการเฉพาะ เช่น การตราพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอุทยานแห่งชาติทับที่ดินของราษฎร เป็นต้น

  • คดีพิพาทอันเกิดจากการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ได้ให้ความหมายของ “คำสั่งทางปกครอง” หมายถึง การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ เช่น การเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือวิชาชีพอื่น คำสั่งเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการ คำสั่งเกี่ยวกับสวัสดิการของข้าราชการ เป็นต้น

  • คดีพิพาทอันเกิดจากการกระทำอื่นใด

ปฏิบัติการทางปกครอง คือ การใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยการใช้แรงทางกายภาพ เช่น เจ้าพนักงานทำงานใช้รถยกรถยนต์ที่จอดบริเวณห้ามจอด  เจ้าพนักงานท้องถิ่นรื้ออาคารที่ก่อสร้างหรือดัดแปลงโดยผิดกฎหมาย เป็นต้น

การจัดทำบริการสาธารณะ เช่น การพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนด เงื่อนไข และกำหนดจุดก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม เป็นต้น

2. คดีพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร (มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2))

คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่
ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งสามารถแบ่งพิจารณาได้ดังนี้

  • คดีพิพาทเกี่ยวกับการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

การละเลยต่อหน้าที่ หมายความว่า มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ แต่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกลับเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว

  • คดีพิพาทเกี่ยวกับปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

การปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร หมายความว่า กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติและได้ปฏิบัติหน้าที่นั้นแล้ว แต่ใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่นั้นนานกว่าที่พึงจะปฏิบัติ

3. คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)

การกระทำละเมิด คือ การกระทำใดๆ ต่อบุคคลอื่นโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 อย่างไรก็ตาม คดีละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองจะต้องประกอบด้วยเงื่อนไข 2 ประการ คือ (1) เป็นคดีหรือข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ในทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ
(2) เป็นคดีหรือข้อพิพาทที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยแยกพิจารณาดังนี้

  • คดีละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย กฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นฯ

คดีละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย เช่น การทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีอำนาจหน้าที่ในการสร้าง บำรุงและรักษาทางพิเศษ และตามสัญญาระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกับบริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด ยังกำหนดให้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือผู้ใช้ทางด่วน เมื่อการก่อสร้างทางด่วนสร้างความเดือดร้อนจนมีหนังสือร้องเรียนให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดจากการก่อสร้างแต่ไม่อาจแก้ไขได้ ถือว่าความเสียหายเป็นผลโดยตรงจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

คดีละเมิดอันเกิดจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นใด เช่น การที่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินทับที่ดินในความครอบครองของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ตรวจสอบและเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้แจ้งว่าออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายแล้ว เป็นการโต้แย้งว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นประเด็นหลัก จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

คดีละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เช่น กฎหมายกำหนดให้เทศบาลตำบลมีอำนาจหน้าที่จัดให้มีและบำรุงทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ อันเป็นกิจการทางปกครองหรือการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยเฉพาะ อำนาจและหน้าที่ดังกล่าวย่อมหมายความรวมถึงการกำหนดแบบแปลนและแบบรูปของทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำที่จะทำการก่อสร้างให้ได้มาตรฐานทางวิศวกรรม ควบคุมดูแลให้การก่อสร้างเป็นไปตามแบบแปลนและแบบรูปที่กำหนด และทำนุบำรุงให้อยู่ในสภาพที่สามารถใช้การได้โดยไม่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนอยู่เสมอด้วย การที่เทศบาลตำบลได้จัดทำท่อระบายน้ำริมถนน โดยทุกระยะ 10 เมตร จะสร้างบ่อระบายน้ำทิ้ง และใช้ตะแกรงเหล็กปิดไว้เพื่อให้น้ำจากถนนไหลลงท่อระบายน้ำใต้ดินและป้องกันมิให้คนหรือสิ่งของตกลงไปในบ่อระบายน้ำทิ้ง แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อมิได้จัดทำตะแกรงเหล็กปิดวางบนปากบ่อให้มีขนาดพอดีกับปากบ่อ ทั้งมิได้จัดทำบ่ารองรับตะแกรงเหล็กให้มีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักคนหรือสิ่งของได้อย่างปลอดภัย เป็นเหตุให้โจทก์พลัดตกลงไปในบ่อระบายน้ำทิ้ง ตะแกรงเหล็กทับขาของโจทก์หักหลายท่อน จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือบริการสาธารณะที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

คดีละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เช่น การเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรในการจัดทำ น.ส.3 ก.

4. คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4))

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของสัญญาทางปกครองในมาตรา 3 ว่า “สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ” ทั้งนี้ ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดได้อธิบายหลักเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองไว้ว่า “สัญญาใดจะเป็นสัญญาทางปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้นั้น ประการแรก คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายหนึ่งต้องเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนรัฐ ประการที่สอง สัญญานั้นมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค หรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครอง หรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐตกลงให้คู่สัญญาที่อีกฝ่ายหนึ่งเข้าดำเนินการ หรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเป็นสัญญาที่มีข้อกำหนดในสัญญาซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ ทั้งนี้ เพื่อให้การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ซึ่งก็คือการบริการสาธารณะบรรลุผล  ดังนั้น หากสัญญาใดเป็นสัญญาที่หน่วยงานทางปกครองหรือบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐมุ่งผูกพันตนกับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งด้วยใจสมัครบนพื้นฐานแห่งความเสมอภาค และก็ได้มีลักษณะเช่นที่กล่าวมาข้างต้น สัญญานั้นย่อมเป็นสัญญาทางแพ่ง”  ดังนั้น สัญญาทางปกครองจึงแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

สัญญาทางปกครองตามคำนิยามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้แก่

(1) สัญญาสัมปทาน

  สัมปทาน หมายถึง การที่รัฐอนุญาตให้เอกชนจัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดทำประโยชน์เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนด เช่น สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส ระหว่าง กรุงเทพมหานคร และบริษัทรถไฟฟ้าบีทีเอส สัญญาที่เอกชนทำกับการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย สัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายกิจการโทรศัพท์ในเขตโทรศัพท์ภูมิภาคขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

(2) สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ

บริการสาธารณะ หมายถึง กิจการที่อยู่ในความอำนวยการ หรืออยู่ในความควบคุมของฝ่ายปกครองที่จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนองตอบความต้องการส่วนรวมของประชาชน เช่น การศึกษาเป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่งของรัฐ อาคารมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นถาวรวัตถุอันเป็นองค์ประกอบและเครื่องมือสำคัญในการดำเนินบริการสาธารณะดังกล่าวให้บรรลุผล จึงเป็นสิ่งสาธารณูปโภคที่ประชาชนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยตรง อีกทั้งวัตถุแห่งสัญญาคือ การรับจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และศูนย์เครื่องมือกลางในมหาวิทยาลัยของรัฐ ถือได้ว่าเป็นการที่หน่วยงานทางปกครองมอบให้เอกชนเข้าดำเนินการจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค  ดังนั้น สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง

(3) สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค

สาธารณูปโภค หมายถึง การบริการสาธารณะที่จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชนในสิ่งอุปโภคที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต เช่น การไฟฟ้า การประปา การเดินรถประจำทาง สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค เช่น การประปาถือว่าเป็นสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนโดยตรงที่รัฐเป็นผู้จัดให้มีขึ้น การที่เทศบาลตำบลกำแพงแสนทำสัญญาจ้างก่อสร้างวางท่อน้ำประปาภายในเขตเทศบาล ถือได้ว่าเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองทั้งข้อพิพาทมีมูลอันเนื่องมาจากสัญญาจ้างก่อสร้างวางท่อน้ำประปา จึงเป็นสัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภค  ดังนั้น สัญญาจ้างก่อสร้างวางท่อน้ำประปาจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้กระทำการแทนรัฐ ทั้งเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคอันอยู่ในความหมายของสัญญาทางปกครอง

(4) สัญญาแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น สัญญาให้ทำไม้ เหมืองแร่ หรือหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอื่น เป็นต้น

สัญญาทางปกครองโดยสภาพหรือโดยเนื้อหา

เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยวางหลักว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครอง เช่น สัญญาจ้างก่อสร้างพัฒนาระบบแปลงเกษตรกรรมเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันและมีข้อกำหนดที่มีลักษณะพิเศษที่ให้เอกสิทธิ์แก่ฝ่ายปกครองเป็นอันมากเช่น ให้อำนาจแก่ผู้ว่าจ้างที่จะสั่งให้ผู้รับจ้างทำงานพิเศษเพิ่มเติมได้ ให้ฝ่ายปกครองเพียงฝ่ายเดียวที่จะ
เลิกสัญญาได้ ประกอบกับมีลักษณะเป็นสัญญาสำเร็จรูปที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินการทางปกครองบรรลุผล ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่พบในทางแพ่งทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีการตกลงให้ใช้สัญญาแบบปรับราคาได้
สัญญานี้จึงเป็นสัญญาทางปกครอง เป็นต้น

5. คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้บังคับให้บุคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด (มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (5))

กรณีนี้เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าหากมีข้อเท็จจริงใดเกิดขึ้นแล้ว หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคลต้องกระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นข้อเท็จจริงที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้น เช่น เจ้าท่าฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งขับไล่ผู้บุกรุกชายหากสาธารณประโยชน์หรือทะเลภายในน่านน้ำไทย

6. คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง (มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (6))

กรณีข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาทางปกครอง คู่สัญญาอาจมีการกำหนดให้มีการระงับข้อพิพาทนั้นด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กำหนดให้การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการอาจทำได้โดยการขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาด และเมื่อข้อพิพาทจากสัญญาทางปกครองเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาคดีปกครอง  ดังนั้น การคัดค้านคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (6) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 เช่น ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และผู้คัดค้านทั้งสองขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้บังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าว อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง เป็นต้น

คดีที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา 11 แบ่งได้เป็น

1. คดีพิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท ตามที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกาศกำหนด

2. คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

3. คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด

4. คดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

อ่านต่อ : เงื่อนไขการฟ้องคดีปกครอง

PODCAST : คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง | ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง PODCAST EP.1

———————————————

ทนายพฤกษ์ คดีปกครอง

– ปรึกษาคดี ติดต่อ 063-6364547
– Line: @prueklaw 

สำนักงานกฎหมาย พฤกษ์ แอนด์ พาร์ทเนอร์
สำนักงานทนายความคดีปกครอง  ทนายความคดีปกครอง